上記の広告は1ヶ月以上更新のないブログに表示されています。
新しい記事を書く事で広告が消せます。
ห่างหายจากกานอัพบล็อคไปนาน เนื่องด้วยเครื่องคอมเราโดนสปายแวร์ ทำให้ฟิคแฮบเต่าน้อยหรือสามีเก่าของเราห่างจากเวลาที่ควรจะเป็นไปเกือบสองอาทิตย์ และเพราะเราไม่อยากดองให้มันนานไปมากกว่านี้ก็เลยตัดตอนของพีจังกับโทมะออกไปซะ(เจอกันอีกทีตอนวันเกิดพีจัง) และเราอาจจะเขียนได้ไม่ราบลื่นเท่าไหร่เพราะเราค่อนข้างรีบอ่ะ อาจสะกดผิดด้วย ทุกๆท่านขออภัย บางช่วงอ่านแล้วอาจจะงงๆ แต่เราก็พยายามสุดๆแล้วอ่ะนะ คือเหมือนมันจะย้อนความคิดไปมากอ่ะ

ไม่รู้จะว่าไงแล้ว ก็ขอให้อ่านกันสนุกๆนะค่ะ

title :: incomplete
author :: miharu
charactor :: jin & kazuya
category :: happy birthday fiction

...คุณอาจเคยได้ยินคำถาม
...ว่าอะไรที่คุณยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อแลกมันมา
...เก็บคำตอบของคุณเอาไว้ในใจ
...แล้วรอดูว่าสิ่งนั้น
...จะทำให้คุณเป็นร่างกายที่มีความรู้สึกหรือเปล่า??

ในบรรยากาศที่มีเพียงแค่ไฟเพียงดวงเดียวคอยให้ความสว่างพอจะเผยให้เห็นห้องที่อยู่ในสภาพกึ่งโบราณและกึ่งทันสมัย เสียงแอร์ที่ดังอยู่คงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ได้ยิน บนเตียงกว้างที่สูงเพียงแค่ครึ่งขามีกองผ้าห่มอยู่ตรงกลาง เส้นผมสีเข้มกระจายอยู่บนผ้าปูกว้าง ตามผิวเนื้อขาวเนียนมีรอยช้ำอยู่เป็นบางส่วน และเจ้าตัวกำลังนอนอย่างหมดเรี่ยวแรง ลมจากเครื่องปรับอากาศที่พัดผ่าน แม้จะให้ความเย็นและทำให้คราบเหงื่อที่เกาะอยู่ตามร่างกายแห้งไป แต่ว่ามันก็ทำให้ผิวกายที่มีเพียงแค่ก้อนผ้าห่มบังอยู่บริเวณกลางลำตัวเท่านั้นสั่นสะท้านด้วยความหนาวเย็นขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้

ชายหนุ่มในชุดคลุมอาบน้ำที่เพิ่งเดินออกมาปรายสายตาลงมามองแต่ก็เหมือนจะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก ขาเรียวยาวก้าวผ่านออกไปบริเวณห้องที่อากาศเย็นจัดเพื่อออกไปรับลมฤดูร้อนตอนกลางคืน นิ้วเรียวยาวหยิบเอาบุหรี่จากซองที่คว้าติดมือมาด้วยเมื่อครู่ขึ้นมาจุดสูบอย่างอดไม่ได้ ตาคมเหม่อลอยไปที่สวนบริเวณกว้างแบบญี่ปุ่น ควันสีเทาค่อยๆม้วนตัวออกจากริมฝีปากสีสดก่อนจะถูกพัดไปตามแรงลมเอื่อยๆ

ทำถุกแล้วใช่รึเปล่า??

คำถามที่เฝ้าถามตัวเองมาตลอดซ้ำๆตั้งแต่วันที่เค้าพาคาซึยะมาที่นี่ แต่ทุกครั้งภาพเลือดสีเข้มที่อาบเสื้อผ้าพ่อกับแม่ก็กลับมาตอกย้ำ ย้ำให้รู้ว่าคนที่เห็นแก่ตัวอย่างนั้นไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง ไม่เคยรักใครแม้กระทั่งคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักของตัวเอง ย้ำจนเจ็บเพื่อที่จะได้จำ...จะได้จำได้ว่าแค้นเพียงใด

“คุณชายค่ะ คุณยามาชิตะมาขอพบค่ะ”

“ให้เข้ามาได้เลย” จินตอบคนรับใช้ที่อยู่หน้าห้องพลางเดินไปทิ้งตัวรอในห้องส่วนที่เป็นโซฟา ซักพักชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนก็เดินเข้ามาหา

“เรียบร้อยรึยัง” อีกฝ่ายไม่ได้คอบอะไรเพียงแต่นั่งลงตรงข้ามก่อนจะยื่นซองเอกสารที่ถือติดมาให้ บุหรี่ในมือถูกกดลงกับที่เขี่ยบนโต๊ะ ริมฝีปากสีเข้มยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นรูปที่ไดัรับมา

“จะเอายังไงต่อ” ชายหนุ่มถามหลังจากที่จินมีท่าพึงพอใจพอสมควร

“คิดว่าแบบไหนถึงจะดีหละ ถึงจะสาสมกับที่มันทำเอาไว้กับชั้น” ริมฝีปากอิ่มยกขึ้นวาดเป็นรอยยิ้ม แต่ดวงตาคมแววโรจน์ด้วยความเคียดแค้น

“มันพรากพ่อพรากแม่ชั้นไป มันก็ต้องพรากกับคนที่มันรักเหมือนกัน” โทโมฮิสะไม่ได้พูดอะไรตอบอีกราวกับรอให้อีกฝ่ายพูดต่อ

“ยังไงดีหละ ค่อยๆทรมานต่อหน้าพวกมัน ค่อยๆฆ่ามันให้ตายช้าๆ หรือจะเก็บไว้เป็นของเล่นใช้แกล้งพวกมันไปดี ให้มันเป็นบ้า ทุรนทุรายจนเสียสติ นายว่าดีรึเปล่าโทโมฮิสะ” สีหน้าคนพูดมีแต่ความชิงชัง แววตาคมนิ่งเฉยสมกับเป็นผู้มีอิทธิพลแต่น้ำเสียงที่ได้ยิน โทโมฮิสะรู้ดีว่าจินกำลังสนุกสนานกับสิ่งที่กำลังทำอยู่มากเพียงไร

“ตามใจนายสิ” ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆเป็นเชิงรับคำ ดวงตากลมโตปรายตาไปมองบริเวณเตียงกว้างที่เจ้าตัวดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเท่าไหร่ตั้งแต่เข้าห้องมาก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับคำพูดที่ไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ

คนผิดจริงๆกำลังถูกลงโทษแล้ว...นายจะทำยังไงต่อ

ดวงตาคมอ่อนแสงลงเล็กน้อย คำถามที่โทโมฮิสะพูดมาเค้าเข้าใจเป็นอย่างดี...อย่างน้อยเค้าก็เคยเป็นคนรัก แต่ตอนนี้รักที่เคยมีมันกำลังถุกรัดแน่นด้วยความรู้สึกชิงชังอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยในตอนนี้ ความรักที่เคยมีมันก็ถูกบีบจนเล็ก แน่นจนแทบไม่เหลือ กลายเป็นเพียงแค่อดีตในความทรงจำเท่านั้น

“ว่าไง ตื่นแล้วเหรอ” เสียงกุกกักจากเตียงกว้างทำให้จินหันไปมอง แผ่นหลังบางที่มีแต่รอยช้ำเป็นจ้ำๆกำลังผละออกจากที่นอนก่อนที่จะทรุดลงไปอีกครั้งเหมือนคนหมดแรง

“อะไรกัน คนที่ฆ่าคนได้ แต่กลับลุกขึ้นด้วยตัวเองไม่ไหว ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย” ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายก่อนจะก้มลงไปมองใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากที่เคยเนียนสวยมีรอยเลือดแห้งกรัง ดวงตาเรียวเหม่อลอยและดุเหมือนว่าจะไม่ได้ยินที่จินพูดเสียด้วยซ้ำ

“หมดแรงขนาดนั้นเลยหรือไง คุณชายผู้เห็นแก่ตัว” จินเอื้อมมือไปลุบผมอีกฝ่ายแผ่วเบา แต่สิ่งที่ส่งผ่านมามีแค่เพียงความเย้ยหยันเท่านั้น

“พักเอาแรงไว้เยอะๆหละ พรุ่งนี้จะได้มีแรงไปทำธุระกับชั้น” ดวงตาเรียวปิดลงไปแล้วแต่จินก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายได้ยินคำพูดของตัวเองชัดเจนทุกคำ ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนบนเตียงข้างที่ว่าง กดจูบลงไปแรงๆบนริมฝีปากที่กรังเลือด

“ราตรีสวัสดิ์ที่รัก ขอให้ฝันย้อมสีเลือดแล้วกันนะ” ชายหนุ่มพูดพลางหลับตาลง น้ำตาของอีกฝ่ายไหลออกมาเงียบๆเมื่อเลือดสีเข้มไหลซึมออกมาจากมุมปากที่ยังคงเหลือรอยช้ำเอาไว้ แต่มือเรียวไม่แม้แต่จะเอื้อมมาป้ายมันออก ปล่อยให้มันไหลลงมาตามคางจนถึงหน้าอก ถ้าทำได้คงอยากให้มันย้อมความรู้สึกให้มิด...จะได้ไม่รุ้สึกเจ็บอีกต่อไป

***************

เข็มนาฬิกาส่งเสียงบอกเวลาเป็นจังหวะตามหน้าที่ของมัน แต่ในห้องที่เงียบจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจทั้งๆที่มีคนอยู่เป็นสิบนี้ เสียงเข็มที่ผ่านไปแต่ละวิ ยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้กับคนที่นั่งอยู่กลางห้องมากขึ้นตามไปด้วย

“ไปตามคุณชายคาซึยะมาที่ซิ ทำไมยังไม่ลงมาอีก” เสียงคำสั่งดุดังขึ้นลอยๆ หลายคนมองหน้ากัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าลุก สุดท้าย คนที่นั่งอยู่มุมห้องก็ยืนขึ้น

“เดี๋ยวชั้นไปดูเองก็แล้วกัน” เสียงนุ่มๆพูดก่อนจะเดินออกไป จินเหลือบตามองก่อนจะถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด ยิ่งได้ยินเสียงนาฬิกาเดินก็ยิ่งหงุดหงิด รู้ไม่ใช่หรือไง ว่าวันนี้ต้องไปไหน??

“จิน คาเมะไม่สบาย” คนตัวขาวจัดที่นั่งหงุดหงิดอยู่กลางห้องเมื่อครู่หันขวับมา ดวงตาคมที่โทโมฮิสะเห็นในคราแรกฉายแววตกใจก่อนจะกลายเป็นสายตาที่หลายคนอ่านไม่ออก ลูกน้องหลายคนที่ยืนอยู่ในห้องก้มหน้าลง พยายามที่จะยืนเฉยๆและไม่ทำอะไรแม้กระทั่งสบตากับใครเพราะบรรยากาศอึดอัดที่แผ่ออกมาจากผู้เป็นนายเหมือนกำลังบีบรัดคนทุกคนที่อยู่รอบข้าง

ครืด.....

เสียงเลื่อนเปิดประตูดังขึ้นเรียกสายตาจากคนที่ยืนอยู่กลางห้องให้หันขวับไปอย่างรวดเร็วด้วยความหงุดหงิด ทันทีที่เห็นคนที่เลื่อนเปิดประตู ริมฝีปากสีเข้มก็วาดรอยยิ้มแบบที่หลายคนรู้จัก..ยามที่พึงพอใจอย่างเป็นที่สุด

งั้นที่โทโมฮิสะมาบอกหละหมายความว่าอย่างไร??

ดวงตาคมเข้มตวัดกลับไปมองชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งที่ยืนอยู่ริมห้อง แต่คนที่ถูกมองไม่ได้มีสีหน้ารู้ร้อนรู้หนาวใดๆทั้งนั้น จินหรี่ต้องลงเล็กน้อยอย่างพิจารณา ในหัวคิดอะไรอยู่ก็ไม่มีใครรู้ได้

ตุบ!!!

เสียงเหมือนของขนาดใหญ่หล่นอย่างแรงเรียกสายตาของทุกคนในห้องได้ในทันที ร่างของคุณชายคาซึยะล้มลงกองพับอยู่ที่ประตูห้อง มือขาวจนซีดยังคงเกาะค้างอยู่ที่บานประตูเพื่อที่จะพยุงตัวเองเอาไว้แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผลเท่าไหร่นักเมื่อเรี่ยวแรงในร่างกายที่มีมันเหือดหายไปหมดเพราะพิษไข้

“คาซึยะ!!” ขาเรียวก้าวยาวๆจากกลางห้องไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว เสียงหอบหนักๆที่มาจากคนตัวบางกับใบหน้าซีดเผือดที่บางส่วนแดงระเรื่อด้วยพิษไข้ทำให้ความคิดเรื่องที่โทโมฮิสะโกหกหายวับไปทันที

“จะไปกันหรือยัง??” ตาเรียวยาวปริบปรือจนแทบลืมไม่ขึ้นแต่ว่าริมฝีปากสีซีดที่แตกแห้งยังคงพยายามขยับเป็นคำพูด

“จะบ้าหรือไง” น้ำเสียงดุแต่ก็ไม่แข็งกร้าวจนน่ากลัว แต่ไม่ทันที่จินจะพูดอะไรมากไปกว่านั้น คนตัวขาวที่ทำท่าว่าจะลุกขึ้นมายืนก็กลับล้มพรวดลงไปกับพื้นทันที

“คาซึยะ!!” คราวนี้สติของคนร่างบางหายไปแล้ว จินสอดมือเข้าไปที่ใต้ลำคอคนร่างบางอย่างรวดเร็ว มืออีกข้างเอื้อมไปสอดที่ขาพับออกแรงเล็กน้อยคนที่ตัวบางยิ่งกว่าบางก็ขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว ขาเรียวก้าวยาวๆไปตามทางที่จะกลับสู่ห้องนอน

“ยกเลิกงานวันนี้ทั้งหมด!!”

**************

“โทโมฮิสะ อยู่ข้างนอกหรือเปล่า์??” เสียงเรียกของชายหนุ่มแปลกไปกว่าที่เคย

“เข้ามาดูคาซึยะที” คนตัวขาวสั่งทันทีที่เปิดประตูออกมาเห็นหน้าอีกฝ่าย ดวงตาคมที่เมื่อเช้ายังฉายความโกรธกับความหงุดหงิดจนปิดไม่มิด กลายเป็นแววตาเป็นห่วงเป็นใย แววตาที่ฉายความรู้สึกที่มันเอ่อล้นออกมาอย่างที่ไม่คิดว่าจะมีได้ยามเห็นคนตัวบางที่เคยรักล้มลงไปต่อหน้าต่อตา บัดนี้ฉายแววไม่แน่ใจอย่างเห็นได้ชัด

โทโมฮิสะเดินไปที่เตียงกว้่างพลางสั่งให้คนรับใช้บางส่วนที่ยืนอยู่นอกห้องไปเอาผ้ากับน้ำอุ่นมาให้ คนตัวบางที่นอนหายใจหอบอยู่บนเตียงกว้าง ตัวขาวซีดแต่บางส่วนก็แดงระเรื่อไปด้วยพิษไข้ ดวงตากลมโตเหลือบไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างห้องเล็กน้อยแ่ต่ว่าเจ้าตัวกำลังเหม่อมองไปทางอื่นอยู่

“เป็นไข้หวัดใหญ่” มือเข้มค่อยๆตรวจเช็คร่างกายตามวิชาชีพที่ได้เรียนมา ไม่นานนักริมฝีกปากอิ่มก็ขยับออกมาเป็นคำพูด

“ไปตามโทมะมาให้ที” จินพูดเสียงไม่ดังนัก แต่นั่นทำให้อีกคนที่อยู่ในห้องหันมามองหน้าด้วยความแปลกใจแทบจะในทันที

แค่เพราะว่าเป็นไข้ โทโมฮิสะมั่นใจมากว่าเรื่องแค่นี้ไม่ทำให้คนอย่างจินใจอ่อนหรอก มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่

“ไม่ต้องมองด้วยสายตาแบบนั้นหรอกน่า” คนตัวขาวสบตาด้วยแวบนึงก่อนจะก้มหน้าลง

“คุณชายอิคุตะมาแล้วค่ะ” สิ้นเสียงรายงานของแม่บ้าน คนตัวเพรียวไม่ต่างจากคนที่นอนป่วยอยู่บนเตียงเท่าไหร่ก็เดินแทรกกรอบประตูเข้ามา

“ ยังไม่หายโกรธอีกหรือ” คนตัวโตที่นั่งก้มหน้าอยู่ที่มุมห้องเมื่อครู่เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อนเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาแล้วก็เอาแต่ยืนเงียบ ใบหน้าน่ารักนิ่งสนิท

“เล่นอะไรกันอีกหละ” เสียงคนที่มักจะมีรอยยิ้มน่ารักอยู่เสมอห้วนสั้น ดวงตากลมโตที่มักแฝงประกายสดใสไ่ม่เหมือนยากกุซ่าเท่าไหร่เหล่มองคนเป็นหมอที่นั่งอยู่ในห้องก่อนจะตามด้วยคนที่นั่งอยู่มุมห้องเป็นลำดับต่อมา

“คาซึยะไม่สบาย โทมะจะช่วยดูแลให้พี่จินหน่อยได้รึเปล่า??”

“ผมจำไม่ได้ว่ามีพี่ใจร้ายแบบพี่จินซะหน่อย” ใบหน้าน่ารักงอง้ำน้อยๆหลังจากเห็นสภาพคนที่นอนอยู่บนเตียง แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น มือขาวจัดก็ยังอุตส่าห์เอี้อมไปหยิบผ้าขาวสะอาดที่ชุบน้ำอุ่นหมาดๆขึ้นมา

“ทำไมพูดกับพี่อย่างนั้นหละ” น้ำเสียงของจินขุ่นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วถ้าโทมะหันไปมองสายตาของจินก็คงเห็นสายตาดุๆเข้าให้แล้ว

“ทำไมหละ พี่จินจะฆ่าผมทิ้งหรือไง หรือว่าจะทำกับผมแบบที่ทำกับพี่คาซึยะหละ ก็เอาสิ ผมก็ไม่ใช่คนสายเลือดเดียวกันกับพี่จินอยู่แล้วนี่ แค่ผมตายไปอีกคนพี่จินก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก”

“โทมะ” น้ำเสียงนุ่มๆของอีกคนที่อยู่ในห้องพูดเชิงปรามขึ้นมา และนั่นทำให้โทมะตวัดสายตาขึ้นมามองทันที

“พี่โทโมะก็เอาแต่เข้าข้างพี่จิน ให้ท้ายพี่จินอยู่นั่นแหละ พี่คาซึยะถึงได้เป็นแบบนี้ ผมจะโกรธพี่โทโมะด้วยอีกคน” ยิ่งพูด หน้าเรียวก็ยิ่งง้ำลงด้วยความหงุดหงิด ถึงจะไม่ใช่น้องแท้ๆหรือคนในตระกูล แต่โทมะก็เป็นคนพิเศษมากพอที่จะต่อปากต่อคำด้วยได้

“ จะเอายังไงก็เอาเถอะ แต่ช่วยดูพี่คาซึยะให้พี่ด้วยแล้วกันนะ” จินพูดก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง เมื่อก่อนเขาคงจะต้องไปง้อเจ้าตัวเล็กนี่ก่อน แต่ว่าตอนนี้อะไรบางอย่างที่เพิ่งได้รับรู้มามันติดอยู่ในใจเสียจนไม่รู้จะทำยังไงดี

***************

หลังจากเหตุการณ์ที่ค่อนข้างวุ่นวายเมื่อเช้า คุณชายโทโมฮิสะก็ออกไปข้างนอก แล้วกลับเข้ามาอีกทีตอนที่แสงแดดโพล้เพล้กำลังจะเลือนหาย

“คุณจินหละ”

“อยู่ที่ห้องทำงานค่ะ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อคำตอบที่ไ้ด้รับมามันไม่ต่างกับคำตอบตอนที่กำลังจะออกไปเท่าไหร่นัก แปลว่าไม่ได้ออกมาตั้งแต่เช้าเลยอย่างนั้นหรือ

“ออกมาทานอาหานค่ำบ้างหรือยัง”

“ยังค่ะ ข้าวเที่ยงก็ไม่ออกมาทาน” คนฟังทำท่ารับรู้ก่อนจะยื่นถุงในมือให้อีกฝ่าย

“ไปจัดนี่ให้เรียบร้อย แล้วเอาไปที่ห้องของคุณจิน” โทโมฮิสะสั่งเร็วๆก่อนจะเดินไปดูอาการของคาซึยะตามที่ตั้งใจไว้ แต่ขาเรียวกลับสะดุดอยู่กับเสียงเปียโนที่ดังแผ่วๆออกมาจากด้านบน

“คุณชายคาซึยะอยู่ที่ไหน” คนผิวสีน้ำผึ้งหันไปถามเอากับลูกน้องของจินที่เดินไปมาอยู่แถวนั้น

“อยู่ในห้องกับคุณชายอิคุตะครับ” คำตอบที่ได้รับบอกโทโมฮิสะได้ทันที่ว่าเสียงเปียโนที่ได้ยินอยู่ตอนนี้เป็นของใคร

“เข้าไปได้หรือเปล่า??” น้ำเสียงนุ่มทุ้มกล่าวแต่ก็ไม่ได้รอเอาคำตอบเพราะมือเรียวผลักเข้ามาทันทีราวกับแค่ต้องการบอกให้คนในห้องรู้ตัวเท่านั้น

ในห้องที่มักจะเย็นอยู่เสมอด้วยความเย็นจากเครื่องปรับอากาศตอนนี้กลับอุ่นสบายจากลมเย็นๆของหน้าร้อนที่พัดมาจากสวนกว้าง คนป่วยที่น่าจะนอนหลับอยู่บนเตียงกว้างตอนนี้ลุกขึ้นมานั่ง แต่ว่าผิวที่ซีดเผือดเมื่อเช้าเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว ส่วนคนตัวบางที่คอยนั่งเฝ้าไข้กลับนั่งหลับคอพับคออ่อนอยู่ข้างเตียงแทน

“คุณจินหละครับ” ถึงจะโดนอีกฝ่ายทำร้ายเท่าไหร่ แต่คำถามแรกที่โทโมฮิสะมักจะได้ยินทุกครั้งเวลาที่มาหาคาซึยะแล้วจินไม่อยู่ก็คือคำถามนี้แหละ

“อยู่ที่ห้องทำงาน” ชายหนุ่มตอบสั้นๆก่อนจะวางข้างของในมือลงที่โต๊ะรับแขกในห้องนอนกว้าง

“บอกจินไป จะไม่ดีกว่าหรือ??” คำถามที่เคยถามเมื่อสองสามเดือนก่อนดังขึ้นอีกครั้งจากปากของคนผิวสีน้ำผึ้ง

“ผมเป็นคนทำจริงๆ ถึงจะเพราะอะไรก็เถอะ แล้วจะพูดออกมาให้จินได้ยินได้ยังไง” และคำตอบที่ได้ยินก็เหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน

“แต่ถ้ามันทำให้โทโมะไม่สบายใจ ก็ขอโทษด้วย” โทโมฮิสะชะงักมือที่กำลังจะช้อนคอคนที่หลับอยู่ข้างเตียงก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เล็กน้อย ชายหนุ่มไม่พูดอะไรอีกก่อนจะอุ้มคนตัวบางที่นั่งฟุบหลับอยู่ที่เตียงเตี้ยๆขึ้นมาเต็มอ้อมแขน

“พี่โทโมะ ปล่อยผมนะ!!” เหมือนว่าแรงขยับอาจจะมากเกินไป ทันที่ที่คนตัวเล็กรู้สึกตัว เจ้าตัวก็โวยวายออกมาทันที

“ยังไม่หายโกรธอีกหรือ” คำถามที่ได้ยินไปแล้วเมื่อตอนเช้าครั้งหนึ่ง ตอนนี้ดังมาจากอีกคนหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความโกรธของโทมะลดน้่อยลงเลย

“บอกให้ปล่อยยังไงเล่า” คำสั่งห้วนจัดที่ดังออกมาบอกได้อย่างดีว่าความโกรธของเจ้าตัวทำท่าว่าจะเพิ่มขึ้นอีกด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนว่าคนตัวโตจะจงใจไม่ฟังเสียซะเฉยๆ

“ทานอะไรรึยัง” คราวนี้เป็นโทมะที่จงใจไม่สนใจคำถามนั่นบ้าง ทันทีที่โทโมฮิสะวางอีกฝ่ายลงบนโซฟา หน้าเรียวบางก็หันไปอีกทางอย่างทันควัน

“ทานนี่ก่อน อย่าดื้อ เดี่ยวจะพาไปทานข้าวข้างนอก” ห่อขนมเล็กๆถูกยื่นมาให้ แม้คนรับจะหยิบออกไปจากมือคนให้ในแรงที่เรียกได้ว่ากระชากก็เถอะ แต่นั่นก็ทำให้โทโมฮิสะพึงใจมากพอที่จะละจากคนตัวเล็กไปตรวจอาการของคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียง

“เจ็บคอบ้างรึเปล่า”

“นิดหน่อยครับ”

“อ้าปากหน่อย” เจ้าตัวทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากกวาดตารอบนึงโทโมฮิสะก็ก้มลงไปคว้าซองยาขึ้นมาจากกระเป๋า

“เดี๋ยวแม่บ้านจะเอาข้าวมาให้ ทานเสร็จแล้วทานนี่แล้วกัน” ซองยาที่เต็มไปด้วยยาหลากหลายถูกวางลงในมือ

“แล้วเดี่ยวพรุ่งนี้จะจัดยามาให้ใหม่” คนป่วยยิ้มรับแทนคำขอบคุณ ยังไม่ทันพูดอะไรเสียงคนตัวเล็กก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

“พี่คาซึยะไม่ไปด้วยเหรอ”

“คาซึยะไม่สบายอยู่จะออกไปข้างนอกได้ยังไง”

“แล้วใครจะดูพี่คาซึยะหละ”

“เดี่ยวพี่จะให้คนมาดูเอง ทานขนมรออยู่ี่นี่ก่อนนะ พี่จะไปทำธุระแป๊บนึง”

***************

...ผมทำไม่ได้หรอก... น้ำเสียงคุ้นเคยบางเบาจนแทบไม่ได้ยิน จินที่เพิ่งก้าวขาข้ามประตูห้องเข้ามาได้ไม่เท่าไหร่ก้มหน้าลงไปมองคนในอ้อมกอดตัวเอง

...แล้วจินหละ... ริมฝีปากขยับเป็นคำพูด สีหน้าปวดร้าว ตัวสั่นเทิ้ม

...แต่ว่ายังไงผมก็ยิงคุณอากับคุณน้าไม่ได้หรอก... และประโยคสุดท้ายที่หลุดออกมาจากบางซีดนี่แหละที่ทำให้เลือดในตัวของจินเย็นยะเยือกขึ้นมา ชายหนุ่มวางร่างบางๆลงบนที่นอนหลังจากที่แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีสติแน่นอน

เสียงเปียโนหยุดลงพร้อมๆกับที่ประโยคสามประโยคนี้ดังก้องขึ้นมาในหัวจินเป็นครั้งที่ร้อยของวัน

หมายความว่ายังไง??

คนที่ตัวร้อนแบบนั้น ไม่มีสติแบบนั้น เสียงที่หลุดออกมาจากปากก็เป็นไปได้อย่างเดียงคือการละเมอ แล้วจินก็ไม่เคยได้ยินว่าคนเราสามารถละเมอโกหกได้

...ทำไมนายถึงไม่ถามหละจิน...

...เค้าไม่มีอะไรจะบอกหรอก ไม่งั้นก็คงพูดออกมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว...

...แน่ใจหรือ...

...แล้วจะให้ฟังอะไีรหละ ใช่ชั้นตั้งใจจะยิงเอง ยังไงชั้นก็ไม่อยากตายอย่างนั้นหรือ...

...ถ้านายไม่อยากได้ยินตอนนี้ ก็ไม่เป็นไร แต่ยังไงซักวันนายก็ต้องได้รู้อยู่ดี..

...รู้อะไรอีกหละ เท่าที่ชั้นเห็น ยังมีอะไรที่ชั้นตั้งรู้อีก...

...ความจริงยังไงหละ...

ประโยคสนทนาของตัวเองกับโทโมฮิสะเมื่อสองสามเดือนก่อนดังขึ้นมาในหัวจิน

หรือว่าสามประโยคนั่นก็คือหนึ่งในความจริงอย่างนั้นหรอกหรือ

ชายหนุ่มหลับตาลง ภาพของพ่อกับแม่ที่กำลังโดนยิง คนที่ถือปืนก็คือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรัก แน่นอนว่าคนที่เหนี่ยวไกก็ใช่ ใบหน้าเรียบๆไร้ความรู้สึกนั่นมันติดตาจนลืมไม่ลง ถัดไปอีกไม่ไกลไปคนที่อยู่เบื้องหลังความตายทั้งหมดนั่น คนที่กำลังรอรับผลกรรมที่จินกำลังจะมอบให้ไม่ว่าอยากได้หรือไม่

คนผิดจริงๆกำลังถูกลงโทษแล้ว...นายจะทำยังไงต่อ

เสียงโทโมฮิสะดังขึ้นในหัวอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ประโยคเดิม จินถอนหายใจเมื่อไม่ว่าอย่างไรก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ในทุกๆเรื่องที่โทโมฮิสะเคยถามมา ยกเว้นคำถามเดียวเท่านั้น

...ในเมื่อเกลียดขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ให้ไปอยู่กับคนพวกนั้นหละ...

...ในเมื่อเป็นเคยเป็นคนพิเศษ ก็ต้องได้รับบทลงโทษแบบพิเศษสิ...

เสียงของตัวเองที่เคยพูดออกมา แต่ตอนนี้จินกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ??

ดวงตาคมมองลงไปที่ฝ่ามือของตัวเองอีกครั้ง มือคู่นี้ที่ตั้งใจทำร้ายคนๆนั้นให้แสนสาหัส แต่ว่ามือนี้เองที่คว้าคนๆนั้นเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดอย่างร้อนรนเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่สบายหนัก เพราะเป็นยากุซ่า คำพูดที่ถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่ยังเด็กจึงดังขึ้นมาอีกครั้ง

...สัญชาติญาณไม่เคยโกหก...

ถ้าการกระทำที่เป็นไปตามสัญชาติญาณของเขาไม่ได้โกหก แล้วที่ผ่านมาคนที่โกหกก็คือตัวเขาเองอย่างนั้นหรอกหรือ???

มือเรียวยาวพร่างพรมลงไปบนเครื่องดนตรีชิ้นโปรดที่ไม่ได้แตะมานานอีกครั้ง อาจเป็นเพราะเขามีความทรงจำร่วมกับพ่อแม่แล้วก็คาซึยะเกี่ยวกับเปียโนมากเกินไป ทันทีที่ได้ยินเสียง ภาพของอีกฝ่ายถึงได้ลอยขึ้นมาในหัวแบบนี้

ผ่านไปหลายนาทีที่เพลงบรรเลงดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลงอีกครั้ง

“แปลกใจจังที่นายอยู่นี่” คนที่เข้ามาหยุดการบรรเลงเอ่ยขึ้น

“มีอะไรหรือเปล่า โทโมฮิสะ”

“จะพาโทมะไปข้างนอก ช่วยไปดูคาซึยะหน่อยได้รึเปล่า”

“ได้สิ เดี่ยวชั้นลงไป” โทโมฮิสะเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ แม้จะแปลกใจอยู่บ้างที่น้ำเสียงเพื่อนเปลี่ยนไป แต่ว่านั่นทำให้โทโมฮิสะมั่นใจขึ้นมาทันที่ว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ

“ขอบใจนะ” คนผิวสีน้ำผึ้งพูดพลางหันหลังเดินออกไปจากห้อง

**************

“อยากทานอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าื??” บรรยากาศน่าอึดอัดในรถที่เย็นเฉียบด้วยเครื่องปรับอากาศถูกแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงของคนขับ

“ไม่มีหรือ” ชายหนุ่มถามย้ำไปอีกเมื่อเห็นว่าคู่สนทนายังคงนั่งเงียบอยู่ไม่พูดอะไร

“พี่โทโมะใจร้ายเหมือนพี่จินไม่มีผิด” คนพูดเหล่มองไปนอกหน้าต่าง ไม่สนใจที่จะตอบคำถามของคนขับเลยซักนิด

“พี่พามากินข้าวแล้วใจร้ายยังไง” โทโมฮิสะกล่าวพลางเลี้ยวรถเข้ามาในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

“ ปล่อยพี่จินไว้กับพี่คาซึยะแบบนั้นได้ยังไง พี่คาซึยะยังไม่หายนะ!!” ดูเหมือนว่าเจ้าตัวคงจะหมดความอดทนกับน้ำเสียงเรียบๆไม่รู้ร้อนรู้หนาวของโทโมฮิสะเข้าให้แล้ว

“พี่จินของนายไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นเสียหน่อย”

“แน่หละสิ ในสายตาของพี่โทโมะไม่ว่าจะทำอะไรพี่จินก็ไม่ใจร้ายทั้งนั้นแหละ ต่อให้พี่คาซึยะต้องตายพี่โทโมะก็ยังว่าพี่จินใจดีอยู่ดี” ตากลมโตตวัดมองหน้าคนพูดด้วยความขุ่นเคือง

“อายุแค่นี้บ่นมากจริง ลงไปกินข้าวได้แล้ว” ทั้งๆที่เจอสายตาของคุณชายช่างวีนที่ทำเอาพวกตัวโตๆหัวหดเข้าให้แล้ว แต่โทโมฮิสะก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเท่าไหร่ กลับกันริมฝีปากอิ่มวาดขึ้นเป็นรอยยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินอย่างหงุดหงิดลงจากรถไป

น่ารักชะมัด

***************

อืม...

เสรียงครึมครางด้วยความไม่สบายตัวของคนป่วยดังขึ้นปลุกให้คนที่นั่งจมอยู่ในภวังค์ของตัวเองลุกเดินมาข้างเตียง มือขาวจัดที่เคยทำร้ายร่างตรงหน้าคว้าเอาผ้าอุ่นๆที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมาเช็ดหน้าให้อีกฝ่ายช้าๆ

“ทำไม ถึงไม่เคยพูดอะไรเลยหละคาซึยะ” น้ำเสียงไม่ได้อ่อนโยน หากแต่อ้อนวอนจากใจ

“จะบอกให้ชั้นรู้เลยไม่ได้เชียวหรือ...” นิ้วเรียวยาวเกี่ยวเอาเส้นผมที่ปรกหน้าอีกฝ่ายออกไปก่อนจะดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมให้อีกฝ่าย

“หรือระหว่างเรามันไม่เคยมีคำว่า “รัก” อยู่จริงๆ” ริมฝีปากอิ่มสัมผัสแผ่วเบาบริเวณหน้าผากที่ยังอุ่นจนร้อนก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ มือเรียวเอื้อมไปกอดอีกฝ่ายเอาไว้หลวมๆอย่างที่ไม่ได้ทำมานาน


***************

ปังๆ

มือขาวจัดที่เพิ่งผลักประตูเหล็กที่หนักอึ้งเข้ามาชะงักค้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เลือดสีแดงสดซึมออกมาจากอกของผู้เป็นพ่อแม่ รอยยิ้มของท่านทั้งสองที่หันมามองเขาในวินาทีสุดท้ายของชีวิตนั้นอ่อนโยนยิ่งนัก แม้จินจะตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำที่เอ่อขึ้นมาบังม่านตา แต่สิ่งที่ทำให้ร่างกายเขาไร้เรี่ยวแรงกลับไม่ใช่ภาพพ่อแม่ใช่ช่วงสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น

ใบหน้าขาวจัดที่จินจำได้แม่นยำว่าเป็นร่างของคนรักตัวเองเรียบเฉย มือเรียวขาวที่จินเคยเกาะกุมกำกระบอกสีดำและเป็นคนเหนี่ยวไกด้วยตัวเอง ในหูจินแว่วเสียงหัวเราะของตัวต้นเหตุที่อยู่ข้างหลัง แต่สายตากลับไม่สามารถละจากภาพตรงหน้าไปได้ ทันที่ดวงหน้าเรียวขาวหันมาเห็นเขา ดวงตาเรียวยาวก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ ปากเรียวบางเม้มแน่น ตัวสั่น ก่อนที่มือเรียวบางจะไม่สามารถเกาะเกี่ยวกระบอกปืนเอาไว้ได้

...แกร๊ง...

เสียงโลหะสีดำที่เป็นเหมือนนรกเลือนรางสำหรับจินก้องกับพื้นเสียงดังกังวานในห้องแคบๆ ก่อนที่คนตัวบางจะล้มลงกับพื้นด้วยน้ำตาที่อาบหน้าแต่ไร้สติ

...
..
.

จินพุ่งพรวดขึ้นมาจากเตียงอ่อนนุ่ม ลมที่พัดผ่านมาไม่ช่วยให้้ความร้อนในร่างกายน้่อยลงซักนิด หัวใจเต้นรัวเร็วจนต้องเอามือกดทับเอาไว้ นี่ไม่ใช่คืนแรกที่ภาพพวกนั้นกลับเข้ามาในความทรงจำยามหลับ

แม้สิ่งที่ได้ยินตอนที่คาซึยะละเมอจะทำให้จินต้องเอะใจในความคิดของตัวเอง
แต่ภาพที่มันย้อนกลับมาให้เห็นน่าจะบอกความจริงได้มากกว่าอะไรทั้งหมดไม่ใช่หรือ

พ่อ..แม่...บอกผมที

***************

“อิ่มหรือยัง” คนตัวโตกว่ามองคนตัวเล็กที่พอมาถึงก็ตั้งหน้าตั้งตาสั่งอาหารพร้อมทั้งตั้งหน้าตั้งตากินอย่างไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเลยซักนิด

โทมะเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยหางตาเป็นครั้งแรกที่เดินเข้ามาในร้านก่อนจะตอบคำถามด้วยการยกมือให้สัญญาณลุกน้องให้ไปตามบริกรเข้ามาในห้องพิเศษนี่ที

หลังจากของหวานน่าทานสามสี่อย่างลำเลียงลงไปในกระเพาะของคนตัวขาวหมดเรียบร้อย เจ้าตัวก็ลุกขึ้นยืนเดินลิ่วๆไม่สนใจอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องเลยซักนิด โทโมะยิ้มนิดๆหยิบเอาธนบัตรให้ลูกน้องที่ตามมาด้วยปึกหนึ่ง ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินตามอีกฝ่ายออกไป

แต่พอเดินออกมาข้างนอก คนตัวขาวที่น่าจะเดินออกไปเกือบถึงรถที่ลุกน้องเอามาจอดรอแล้วกลับโดนมีดปลายแหลมจ่ออยู่แถวคอหอย แค่เห็นโทโมฮิสะก็รู้ได้ในทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

ซาโออิ ยูริ

หญิงสาวสูงเพรียวบีบข้อมือทั้งสองของโทมะแน่น ดวงตาเข้มดูแน่วแน่ สัญชาตญาณของโทโมฮิสะบอกได้แค่ว่า “กระหายเลือด”

“แลกกับชีวิตไอ้เด็กนี่ คืนมาซะ” ฝ่ายหญิงสาวเป็นฝ่ายเปิดการสนทนาก่อน ด้านหลังมีคนที่เป็นเหมือนลุกน้องพร้อมอาวุธในมือครบครัน

“ง่ายไปมั๊ง” โทโมฮิสะวาดยิ้มพลางเดินเข้ามาใกล้อย่างไม่สนใจในท่าทีข่มขู่ที่เอาชีวิตโทมะเป็นเดิมพัน

“บอกแล้วไงหละ ชั้นไม่สำคัญพอหรอก ไม่น่าโง่พาตัวเองมาตายเลยนะ” โทมะพูดขึ้นอย่างไม่หยี่ระยะกลับปลายมีดที่จ่อคอหอยอยู่

“หุบปาก” ริมฝีปากที่ทาด้วยลิปสติกสีเข้มตวาดออกมา

“แล้วแกด้วย ถ้าไม่อยากให้ไอ้นี่ตายก็ถอยออกไปซะ” มือที่จับมีดบรรจงขยับเข้าไปใกล้ผิวขาวอีกนิดอย่างจงใจ

“โง่อย่างที่โดนว่าจริงๆนั่นแหละ เด็กนั่นก็แค่คู่ขาของชั้น พามากินข้าวเล่นๆ หลงคิดเป็นจริงเป็นจังไปได้ว่าเป็็นคนสำคัญ” ริมฝีปากอิ่มนั่นวาดเป็นรอยยิ้มอย่างขบขัน พลางสาวเท้าลดระยะห่างจนเหลือแค่ไม่กี่เมตร

“พิสูจน์ให้ดูก็ได้” โทโมฺฮิสะกระแทกขาชนกันเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปรอรับเอาปืนที่หล่นลงมาจากขากางเกง

“คิดจะหลอกให้ชั้นปล่อยไอ้เด็กนี่เหรอไง ไม่มีทางหรอก” ริมปากปากคนพูดสั่นเล็กน้อยเมื่ออะไรๆเริ่มไม่เป็นตามที่คาดการเอาไว้

“ขอโทษนะโทมะ ชั้นมีความสุขกับร่างกายของนายมาก แต่นายโชคไม่ดีเอง” มือสีน้ำผึ้งยกปลายกระบอกปืนเล็งไปที่คนตัวขาวที่โดนมีดจ่อคออย่างไม่สนใจในคำพูดของอีกฝ่าย ดวงตาจ้องกับตาของอีกฝ่ายก่อนที่จะเหนี่ยวไก

ชั่วขณะที่คนตัวบางล้มลงไปบนพื้น โทโมฮิสะก็ปราดเข้าไปเอาปลายกระบอกปืนฟาดหัวอีกฝ่ายจนสลบ ลูกน้องไม่กี่คนก็โดนยิงทิ้งจนหมดโดยลูกน้องที่คอยตามดูแลโทโมฮิสะ ในอ้อมแขนอีกข้าง คนตัวขาวจัดหมดสติไปพร้อมกับเลือดที่ไหลนองพื้น

“ขอโทษนะ โทมะ” ริมฝีปากอิ่มขยับก่อนจะจูบเบาๆที่ขมับที่เย็นลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

**************

ก๊อกๆ

“คุณชายค่ะ” เสียงเคาะประตูเป็นจังหวะทั้งๆที่ดวงจันทร์ยังคงส่องสว่างอยู่กลางท้องฟ้า จินละสายตาจากสวนกว้างก่อนที่จะลดมือที่คาบบุหรี่ลง ขาเรียวยาวก้าวกลับเข้ามาในห้องก่อนที่จะตรงไปที่ประตู

“คุณชายอิคุตะถูกทำร้ายค่ะ” จินหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะสาวเท้าเดินตามแม่บ้านไปตามทางที่ทอดยาว

“โทโมฮิสะหละ”

“คุณชายยามาชิตะเป็นคนพาคุณชายอิคุตะกลับมาค่ะ ตอนนี้กำลังปฐมพยาบาลอยู่ที่ห้องรับแขก”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่า??”

“คุณชายอิคุตะถูกยิงค่ะ”

ทันทีที่เปิดประตูห้อง ภาพความวุ่นวายของคนจำนวนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ตรงเบาะโซฟาีสีเข้มที่ใช้รับแขก ตอนนี้กำลังรองรับคนตัวเล็กที่นอนไม่ได้สติ ใบหน้าซีดเผือดมีสีแดงของเลือดกระเด็นใส่อยู่เป็นบางส่วน ช่วงต้นขาถูกบังด้วยมือของคุณหมอหนุ่มกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่สิ่งที่เห็นชัดก็คือหัวลูกกระสุนที่อาบไปด้วยเลือดกำลังถูกดึงออกมา

จินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ แม้จะรู้ว่ากระสุนไม่ถูกส่วนสำคัญเนื่องจากปริมาณเลือดที่เห็นไม่มากนัก แต่ว่าในอกของจินกำลังโดนบีบ ความรู้สึกที่สูญเสียอาบไปทั่วร่าง

“ใคร” เสียงทุ้มไม่ได้ดังโวยวาย แต่เย็นยะเยือกจับใจคนฟัง

“ซาโออิ ยูริ” โทโมฮิสะพันผ้าพันแผลเป็นขั้นสุดท้ายก่อนจะตอบ

“พาโทมะไปอยู่กับคาซึยะ ส่วนนายมากับชั้น” โทโมฮิสะล้างมือที่เปื้อนด้วยเลือดในน้ำอุ่นที่วางอยู่ข้างๆก่อนที่จะลุกขึ้นเดินตามจินไป

รถคันสีเข้มที่เพิ่งถูกใช้งานไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนั้นถูกเปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้ประตูที่ถูกเปิดกลับไม่ใช่ประตูด้านคนขับหรือที่นั่งข้างคนขับย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นประตูหลังของรถที่ใช้สำหรับเก็บของ หญิงสาวผมยาวในชุดที่ดูเหมือนผ่านสภาพการใช้งานอย่างหนัก เบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อเห็นคนที่เปิดประตูรถ

“ยังไม่ตายอีกหรือ” โทโมฮิสะเ่อ่ยพลางเหลือบตาไปมองบริเวณขมับที่มีรอบเลือดแห้งกรัง

“เก่งนี่ เลือดออกเยอะขนาดนั้น แถมยังอยู่ในที่ที่แทบไม่มีอากาศหายใจแล้วยังไม่หมดสติ ในฐานะหมอ ขอชื่นชมเลยทีเดียว ว่าอึดมาก” ริมฝีปากอิ่มยิ้มพราย แต่ดวงตากลมโตมองอย่างเชือดเฉือน

“แต่ก็ดีแล้วหละนะ ที่ยังไม่เป็นอะไร เพราะเดี่ยวก็จะได้ไปลงนรกพร้อมๆกับคนที่อยากจะเจอนักเจอหนาแล้ว... พ่อแม่แกไงหละ” คนที่ถูกผ้าอัดปากเอาไว้เบิกตากว้าง ในหูก้องเสียงหัวเราะก่อนที่ฝากระโปรงรถจะถูกปิดอีกครั้ง

“ไปที่นั่นกันเลย ชั้นอยากจะทำให้มันจบเต็มทีแล้ว” จินเอ่ยก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งที่ข้างคนขับ

***************

ประตูของห้องเย็นๆที่สภาพไม่ต่างอะไรจากคุกถูกเปิดออกสาดแสงแดดยามเช้าเข้ามาทำให้คนที่อยู่ข้างในต้องหยีตา แต่เพียงซักพัก ดวงตาสองคู่ที่อยู่ข้างในก็เปิดกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นคนที่มาที่นี่

“แกทำอะไรยูริหนะ” คนที่อยู่ข้างในตะโกนออกมาทั้งๆที่สภาพร่างกายตัวเองก็ไม่เอื้ออำนวยเต็มที

“ทำอะไรหนะเหรอ??” คนผิวสีน้ำตาทวนคำถามก่อนจะยิ้มตอบ ปลายข้อศอกภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มถูกยกขึ้นก่อนที่ข้อมือข้างที่กำปืนจะตวัดอย่างรวดเร็ว หญิงสาวที่ถูกเรียกว่ายูริก็ล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับเลือดสีเข้มไหลออกมาจากแผลเดิม

“ยูริ” คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ผวาเข้ามาทันทีที่เห็นลูกของตัวถูกทำร้าย แต่ก็ต้องล้มลงเพราะโซ่ที่ล่ามขาเอาไว้

“โง่จังนะ ที่คิดว่าที่ซ่อนปัญญาอ่อนอย่างนั้นเราจะหาตัวไม่เจอ พรุ่งนี้กำลังจะไปพาตัวมาพอดีเลยแต่ก็ดันโง่พาตัวเองมาถึงที่ ก็ดี เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อย” คนตัวขาวพูดพลางกระชากผมของยูริขึ้นมา ดวงตาคมโหดเหี้ยมผิดกับน้ำเสียงสบายๆ จินหันหน้าไปพยักหน้าให้กับโทโมฮิสะ ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาในห้องให้ลึกขึ้นพร้อมๆกับที่หญิงสาวที่ชื่อยูริถูกพาตัวออกไป

“ไม่ต้องห่วง แค่ดูเหมือนว่าโทโมฮิสะมีเรื่องอยากจะคุยกับลูกสาวคุณหน่อยหนะ จริงๆแล้วโทษของการทำร้ายของรักของโทโมฮิสะมันก็หนักหนาเหมือนกันนะ ถ้าลุกคุณยังไม่รู้” น้ำเสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นเมื่อเห็นสายตาที่มองตาลูกของตัวเอง สงครามประสาทถูกก่อขึ้นโดยคนตัวขาวอีกครั้ง กระตุ้นให้คนที่สภาพร่างกายแย่ไปกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ตัวสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“กลัวเหรอ?” จินถามพลางหัวเราะเบาๆ

“ไม่ต้องห่วง ผมหนะใจดีมีเมตตาอยู่บ้าง เดี่ยวคุณก็จะได้เจอลูกสาวสุดที่รักของคุณแล้วหละ” ชายหนุ่มยิ้มให้คนที่นั่งอยู่ที่พื้นสองคน

“แต่ในสภาพไหน ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆในคออย่างอารมณ์ดี กระตุ้นให้คนที่นั่งอยู่ที่พื้นประสาทเสียหนักขึ้นไปอีก

“อย่าทำอะไรยูรินะ” เสียงสั่นๆดังขึ้นมา เบาจนแทบจับความไม่ได้

“อือ ผมหนะไม่ทำหรอก แต่ว่าโทโมฮิสะนี่ ไม่รู้นะ โทโมฮิสะก็ไม่ใช่เด็กๆด้วย จะเอาขนมไปล่อแล้วสั่งให้ทำนู่่นทำนี่ก็คงจะไม่ได้หรอก” จินพูดพลางเอียงหัวให้น้อยๆเหมือนเด็กชายตัวเล็กๆ

“เอาสิ จะทำอะไรก็ทำเลย ไหนๆพวกเราก็ต้องตายอยู่แล้วนี่” คราวนี้เสียงพูดแหบๆดังขึ้นมาจากอีกคนตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

“แกจะทำอะไรพวกเราหละ บังคับให้เราฆ่าลูกตัวเองแบบที่ชั้นบังคับให้ไอ้หน้าอ่อนนั่นทำรึ” อีกฝ่ายเริ่มพูดเพ้อออกมาเหมือนคนบ้า ที่บอกได้่อย่างนั้นก็เพราะน้ำตาของอีกฝ่ายเริ่มไหลอย่างช้าๆ แทบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ แต่คำพูดที่หลุดออกมานั้นทำจินตัวเย็นวาบจนถึงปลายเ้ท้า

“ชั้นไม่ได้รักตัวกลัวตายเหมือนหมอนั่นหรอกนะ โดนขังกับพ่อแม่แกแป๊บเดียวก็เปลี่ยนใจ เห็นกล้องนั่นรึเปล่า มันบังคับความทรยศของคนรักแกเอาไว้ทุกวินาทีเลยหละ” มือที่แห้งจนแทบจะเป็นหนังหุ้มกระดูกชี้ไปที่กล้องวงจรปิดที่ยังคงส่องไฟกระพริบอยู่

“อย่างนั้นเหรอ” จินเลิกคิ้วขึ้นๆน้อยๆเช้งไม่สนใจทั้งๆที่ในใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ

“ดูท่าว่าจะพูดไม่รุ้เรื่องแล้วนะเนี่ย คงใกล้บ้าเต็มทีแล้วหละ” จินหันไปพูดกับอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องก่อนจะหันหลังเดินออกไป มือขาวจัดปิดประตูห้องที่เป็นเหมือนสุสานของพ่อแม่ตัวเองพลางสาวเท้าเร็วๆจนไปถึงห้องควยคุม และเพียงแค่ไม่นาน จินก็ได้ของที่ต้องการมาอยู่ในมือ

“โทโมฮิสะ” จินเรียกคนที่กำลังบีบคางผู้หญิงคนนึงที่สภาพดูไม่ดีนัก ริมฝีปากของคนที่ถูกเรียกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มก่อนจะขยับ

“เข้าไปล่ำลาอาลัยกับพ่อแม่เธอซะก่อนจะไม่มีโอกาส อ๊ะ..แต่มันคงสายไปแล้วหละมั๊ง ดูเหมือนจะเป็นบ้าไปคนนึงแล้วนี่” โทโมฮิสะหัวเราะเบาๆก่อนจะเหวี่ยงแขนอีกฝ่ายเข้าไปในห้องชื้นๆนั่น

***************

จิน!!!

ชายหนุ่มเจ้าของชื่อชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูเล็กน้อยก่อนจะหันไปสบตากับคนข้างๆ

ตุบ!!

คราวนี้เสียงเหมือนคนล้มที่ดังออกมาในห้องทำให้ชายหนุ่มผลักประตูเข้าไปเต็มแรง คนตัวขาวจนซีดด้วยพิษไข้นั่งกองอยู่ที่พื้นข้างเตียง สีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัดและพยายามอย่างยิ่งที่จะดันตัวเองขึ้นมาดูหน้าคนที่อยู่บนเตียงอีกหลังที่ไม่คืนยังไม่มีให้ชัดๆ

“คาซึยะ” คนตัวขาวพึมพำเบาๆก่อนจะเดินไปพยุงตัวคนป่วยขึ้นมา

“จิน!! ไม่เป็นอะไรใช่รึเปล่า??” อาจจะเป็นเพราะพิษไข้ หรือไม่ก็ความเป็นห่วงมากมายที่ทำให้คาซึยะหันไปสัมผัสหน้าจินอย่างที่ไม่เคยทำในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี่ ก่อนจะลดมือลงอย่างตกใจเมื่อนึกได้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่

“ไม่เป็นไร” ชายหนุ่มตอบก่อนจะพยุงตัวอีกฝ่ายขึ้นไปนั่งบนเตียงแล้วเดินออกนอกห้องไป

“โทมะ” คราวนี้ พอเจ้าตัวได้สติแล้วเห็นหน้าคนที่นอนอยู่บนเตียงชัดๆ เจ้าตัวก็อดจะอุทานออกมาไม่ได้

“โดนยิงที่ขานิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรแล้วหละ” โทโมฮิสะที่ยืนอยู่แถวนั้นตอบ ก่อนจะเดินมาตรวจร่างกายคนป่วยอีกคนที่ยังไม่ตื่น

“อืม..” โทโมฮิสะมองคนที่พึมพำเชิงรับรู้ก่อนจะล้มตัวลงพักอีกครั้ง พลางนึกไปถึงคนอีกคนที่คุยกันเมื่อเช้านี้

...จิน นายเกลียดคาซึยะจริงๆหรือ...
อาการเหม่อมองอย่างเลื่อนลอยพร้อมกับมือที่ลูบของที่ได้มาอยู่ตลอดเวลาทำให้โทโมฮิสะอดจะถามไม่ได้

...ไม่รู้ั้สิ...
ดวงตาคมฉายแววไม่แน่ใจ..หรือว่าที่ผ่านมาเขาจะโกหกตัวเองจริงๆ

...นายตอบตัวเองได้แล้วจิน แต่นายยังไม่รู้ตัวมากกว่า...

...นายเคยถามตัวเองจริงๆบ้างหรือเปล่า ว่าทำไมคาซึยะถึงไม่ยอมหนีไป อย่างเค้าถ้าจะหนีมันก็ไม่ยากไม่ใช่เหรอ...
โทโมฮิสะเอาคำถามเดิมขึ้นมาถามอีกครั้งเมื่อคำตอบของจินคือความเงียบ

...ก็คงรู้ตัวว่าผิดหละมั๊ง...
คำตอบเดิมเหมือนที่เคยตอบไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่ว่าน้ำเสียงที่เคยหนักแน่นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

...แน่ใจหรือ...

...ถ้าอย่างนั้นเค้าก็ไม่ใช่คนไม่มีหัวใจอย่างที่นายเคยว่าหรอกนะ แล้วนายยังจะใจร้ายกับเค้าอยู่อีกหรือ...
โทโมฮิสะว่าพลางเลี้ยวรถเข้าตัวบ้าน

...นายอาจต้องการมันเพื่อหาคำตอบ...
มือสีหน้าผึ้งคว้าเอาของๆสิ่งนึงส่งให้ ก่อนจะเดินลงจากรถ

***************

บางทีสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้อาจจะมากจนเกินไปหรืออะไรก็ตาม จินถึงได้รู้สึกเหมือนเป็นคนไร้ศูนย์ถ่วง พร้อมที่จะล้มได้ตลอดเวลาเพียงแค่ลมเบาๆที่ทำได้แค่เพียงสะกิดใบไม้พัดผ่าน ตาสีน้ำตาลก้มลงมองวัตถุในซองที่เพิ่งหยิบออกมาพลางกวาดตาอ่านก่อนจะทิ้งตัวลงไปบนเก้าอี้หนังขนาดใหญ่ในห้องทำงาน ในหัวพยายามทำความเข้าใจกับเนื้อความยาวประมาณหนึ่งกระดาษ แต่ไม่ว่าจะคิดในทางไหน มันก็แปลได้แค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ครั้งที่สองในชีวิตที่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกที่ทำให้มือสั่น...

มือขาวจัดสั่นจนแทบระงับไม่อยู่ตอนที่กดปุ่ม play เพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์เล่นไฟล์ในห้องวงจรปิดวันนั้น หน้าจอคอมพิวเตอร์ฉายภาพห้องที่จินจำได้ว่าคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเลือดเพียงใด ภาพของพ่อกับแม่ที่โดนทำร้ายหลายต่อหลายครั้งทำเอาจินต้องกำมือแน่น ก่อนจะทนไม่ไหวกดข้ามผ่านไปจนถึงตอนที่กลัวมากที่สุด

“พาจินออกไปจากที่นี่ทีนะลูก” เสียงที่จำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงของแม่ตัวเองสั่นพร้าเหมือนคนที่หายใจไม่ถนัด

“ถ้าเป็นวิธีนี้ ยังไงผมก็ทำไม่ได้หรอกครับ รอก่อนเถอะ เดี่ยวจินก็จะมาแล้วหละ” ภาพของคาซึยะปรากฏเข้ามาในห้องพร้อมกับปืนกระบอกสีดำที่จินเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ามันต่างจากปืนปกติทั่วไป

“ไม่ได้หรอก รู้ไม่ใช่หรือ ว่ามันไม่มีเวลามากขนาดนั้น เห็นนี่รึเปล่า” ข้อพับภายใต้เสื้อเชิ้ตสีคลุกฝุ่นถกยื่นออกมาข้างหน้าคนตัวบาง ผิวแดงๆขึ้นอยู่โดยรอบ แล้วถ้าสังเกตดีๆสภาพร่างกายของคนที่อยู่ตรงหน้านี่ก็ไม่ดีเอาซะเลย

“overdose” ริมฝีปากบางเฉียบขยับแผ่วเบาก่อนที่จะคลำชีพจรของร่างกายอีกฝ่าย

“รู้แล้วใช่รึเปล่า” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ย เมื่อเห็นใบหน้าที่แทบไร้สีเลือด

“แต่ว่าเดี๋ยว..”

“ไม่จำเป็นต้องโกหกตัวเองไปหรอก รู้ไม่ใช่หรือว่าปริมาณยาที่ได้รับมันมากเกินไป” คราวนี้อีกคนพูดขัดขึ้นมาทั้งๆที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบเลยด้วยซ้ำ

“พ่อกับแม่ฝากจินด้วยนะลูก ”

“ผมทำไม่ได้หรอก” มือเรียวสั่นเทิ้ม

“แล้วจินหละ จินจะรู้สึกยังไง” ริมฝีปากขยับเป็นคำพูด สีหน้าปวดร้าว

“แล้วถ้ามันระเบิดขึ้นมาแล้วเราสามคนต้องตายหละ”

“คาซึยะก็เห็น ว่ายังไงพ่อกับแม่ก็ไม่รอด จะอีกห้านาทีนี้ หรืออีกสิบนาทีข้างหน้า มันก็ไม่ต่างกันหรอก อยากให้พ่อกับแม่ทรมานไปมากกว่านี้หรือ” กล้ามเนื้อที่เกร็งไปทั้งร่างกับเนื้อตัวที่สั่นเทาบอกได้ดีว่าอีกฝ่ายทรมานแค่ไหน แม้กระทำคำพูดที่พูดออกมา ยังเบาจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง

“แต่ว่ายังไงผมก็ยิงคุณอากับคุณน้าไม่ได้หรอก”

“แล้วเราจะตายกันทั้งสามคนแล้วทิ้งจินเอาไว้อย่างนั้นหรืิอ”

“คาซึยะ ฟังพ่อนะ นี่เป็นโอกาสแล้ว พ่อกับแม่เองก็ทรมาน แล้วยังไง คาซึยะักับจินก็ต้องรอดให้ได้” ปืนกระบอกดำที่ขนาดใหญ่กว่าปกติเหมือนถูกดัดแปลงถูกยัดเข้ามือบางๆตามด้วยสัมผ้สที่อุุ่นจนร้อนของมือคนสองคน

แล้วภาพต่อมาที่จินเห็นก็ไม่ต่างอะไรกับภาพในความฝันที่ตามมาหลอกหลอนทุกคืนนั่น ตาคมมองผ่านเอกสารที่ได้มาจากโทโมะอีกครั้งเหมือนจะเพิ่มความแน่ใจให้ตัวเอง

หมายความว่าถ้าคาซึยะไม่ยิงส่วนควบคุมระเบิดที่ฝังอยู่กับตัวพ่อแม่เขา ปืนนี่ก็จะระเบิดตัวเองอยู่ดี..ใช่มั๊ย??

นี่เขา ทำอะไรลงไป...?

นี่หนะหรือ...คือความจริงที่โทโมฮิสะพูดถึง

***************

...ปวด...

ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้เมื่อรู้สึกตัว ก่อนที่อาการหนาวๆร้อนๆจะตามมาไม่ขาด รู้สึกเหมือนคนที่ครึ่งตัวแช่อยู่ในน้ำร้อนขณะที่อีกครึ่งตัวอยู่ในถังน้ำแข็ง ลำคอแห้งผากเหมือนไม่ได้รับน้ำมาเป็นเวลานาน แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังพยายามที่จะมองไปรอบๆ

...ห้องพี่จิน...

สักพักดวงตาสีน้ำตาลก็หลับลงอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาสูสีมากพอๆกับความเจ็บตามร่างกาย

“โทมะ ฟื้นแล้วเหรอ เป็นอย่างไรบ้าง” โทมะพยายามลืมตาขึ้นมามองคนถาม แต่ก็ไม่ง่ายเลยเมื่อมีน้ำเอ่อคลอจนเห็นอะไรพล่ามัวไปหมด

“รู้สึกไม่ดีเหรอ เดี่ยวชั้นตามโทโมะให้ดีกว่า” แค่ได้ยินชื่อ โทมะก็แทบจะผุดลุกขึ้นมานั่ง ถ้าไม่ติดว่าความปวดร้าวตามร่างกายฉุดเอาไว้ แต่ยังไม่ทันที่คาซึยะจะเรียกโทโมะ หรือโทมะจะร้องห้าม ประตูห้องก็ถูกเปิดออกเสียก่อน

“ฟื้นแล้วหรือโทมะ” โทมะยิ้มออกมาน้อยๆด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยคนที่เดินเข้ามาในห้องก็ไม่ใช่คนที่เข้าไม่อยากเจอที่สุดตอนนี้

“เจ็บมากหรือเปล่า” จินถามพลางมองสำรวจอีกฝ่ายก่อนจะลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ

“ก็นิดหน่อย” เสียงแหบแห้งจนเหมือนเสียงกระซิบตอบออกมา จินพยักหน้าเชิงรับรู้ก่อนจะเหลือบตาไปมองคนอีกคนที่อยู่ในห้องเป็นครั้งแรกแล้วหลบตาอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็มีแรงลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว

“พี่ว่าเดี่ยวเราไปพักฟื้นที่ฮอกไกโดดีกว่า ชอบที่นั่นไม่ใช่หรือ” คนป่วยวาดรอยยิ้มที่ริมฝีปากพลางหยักหน้าหงึกหงักเรียกรอยยิ้มจากจินได้ไม่น้อย

“เดี่ยวพี่ให้คนพาลงไปข้างล่างนะ” โทมะยิ้มรับก่อนี่จะมีแม่บ้านสองคนมาพยุงโทมะนั่งรถเข็นออกไป

ใช้เวลาไม่เท่าไหร่ ห้องทั้งห้องก็เหลือเพียงแค่คนสองคน แม้ว่านานพอสมควรแล้วเหมือนกันที่คาซึยะไม่ได้รับความอ่อนโยนจากอีกฝ่าย แต่อย่างน้อยวันสองวันนี้เขาก็ไม่ได้รับความโหดร้ายของอีกฝ่ายเช่นกัน และอาจจะเป็นเหตุผลนี้เองที่ทำให้บรรยากาศของห้องแปลกไปจากที่ผ่านมา

“ดีขึ้นแล้วหรือยัง” จินเดินเข้ามาใกล้ มือขาวเลื่อนเขามาใกล้เหมือนจะประคองใบหน้าคนป่วยเอาไว้ แต่มันก็เป็นเพียงแค่สัมผัสแผ่วเบาแล้วผละออกมาเท่านั้น

“ครับ” น้ำเสียงคนป่วยแหบแห้งและแผ่วเบา จินเม้มปากตัวเองแน่น ท่าทางอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรซักอย่างแต่สุดท้ายก็ทำเพียงแค่ดันตัวให้อีกฝ่ายลงไปนอนเฉยๆ

“พักก่อนเถอะ หน้าเริ่มซีดอีกแล้ว” เจ้าตัวว่าพลางลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง คนที่นอนอยู่บนเตียงเอื้อมมือไปลูบที่บริเวณหัวไหล่ก่อนจะเอาไปแนบแก้มตัวเอง ดวงตาคลอไปด้วยน้ำที่ไม่รู้ว่าเอ่อขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นเพราะแค่สัมผัสจากมือของจิน...แค่นั้น

***************

“ขอโทษนะ แต่ว่าพี่คงไปส่งไม่ได้” คนตัวขาวที่เอามือวางอยู่ที่ประตูรถพูดกับคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ในนั้น

“ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ถ้าพี่จินงานเสร็จอย่าลืมตามไปนะครับ เราไม่ได้เล่นสกีด้วยกันนานแล้ว” โทมะตอบกลับมาเสียงไม่ดังนัก จินไม่ได้พูดอะไรแค่เพียงปิดประตูรถก่อนจะยิ้มให้ หลังจากกำชับลูกน้องจนแน่ใจ รถหลายคันก็แล่นออกจากบริเวณบ้าน

“เล่นสกีอย่างนั้นหรือ” จินพึมพำกับตัวเองเบาๆ ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับตัวเองน้อยๆ กับแค่ความจริงที่เพิ่งรู้มาไม่ถึงวันแค่นั้น ความทรงจำที่พยายามกดเก็บให้ลืมกลับทำลักออกมาเหมือนสายน้ำในฤดูฝน

...ความรักที่ไม่เคยหายไปของจินจะเหมือนกับความรักของคาซึยะรึเปล่า?...

***************

แสงแดดที่อุ่นจนร้อนในช่วงบ่ายส่้องเข้ามาในห้องปลุกให้คนป่วยที่นอนอยู่ต้องตื่นขึ้นมาด้วยความร้อนอย่างช่วยไม่ได้ ตาเรียวยาวปริบปรือก่อนจะบิดตัวเบาๆด้วยความเมื่อยขบ

อย่างน้อย ความรู้สึกหนักหัวที่ติดตัวอยู่สามวันมานี่ก็ทุเลาลงหละนะ

คนตัวบางคิดพลางมองไปรอบๆห้องที่มักจะเห็นคนตัวบางนั่งอ่านหนังสืออยู่เป็นเพื่อน แต่ว่าคนตัวบางคนนั้นในตอนนี้เจ็บหนักกว่าตัวเขาเองซะอีก และก็คงจะไม่ได้กลับมาที่นี่ง่ายๆด้วย

คนป่วยมองไปที่นาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังห้องก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากห้อง มือเรียวยาวเปิดประตูไม้ลวดลายสวยงามแผ่วเบาก่อนจะย่างเท้าเข้ามาในห้องที่เป็นเหมือนเพื่อนที่ให้ตัวเขาเองได้นั่งคุยกับอดีต ขาเรียวยาวก้าวมาที่เครื่องดนตรีที่ตั้งอยู่กลางห้อง และอาจเป็นเพราะว่าเป็นสถานที่ที่มีความทรงจำร่วมกันมากเกินไป ทันทีที่นิ้วเรียววางลงไปบนเครื่องดนตรีแผ่วเบา ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บเอาไว้ก็ดูเหมือนว่าจะแตกเอาง่ายๆ

ทำไมถึงไม่หนีไปจากพี่จินหละ อย่างพี่คาซึยะหนะ ทำได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ??
ในเมื่ออยู่ที่นี่แล้วต้องเป็นแบบนี้ทำไมไม่ไปให้พ้นๆหละ ทนอยู่ได้ยังไง เก่งจัง

..วันนี้มีคนชมว่า ผมเก่งด้วยหละ...
คนพูดที่โทมะพูดเมื่อไม่กี่วันก่อนดังอยู่ในหัว ชายหนุ่มเริ่มพร่างพรมนิ้วไปตามคีย์เปียโน เสียงเพลงที่เป็นเพลงเดียวที่เล่นนับตั้งแต่เกิดเรื่องกังวาลไปทั้งห้อง

...แต่แย่จัง ผมลืมแก้ความเข้าใจผิดของเขาไปเสียได้...
เพราะถ้าผมเก่งจริงคงหนีไปอย่างที่โทมะถามว่าทำไมไม่ทำแล้วหละ

...ผมไม่ได้เก่งอะไรหรอก...
ปลายนิ้วสั่นระริกขึ้นมา เหมือนความรู้สึกที่ถูกเก็บสะสมเอาไว้มันค่อยๆท่วมออกมาจนล้น หัวตาปวดร้าวเหมือนน้ำตากำลังจะไหล น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงเบาลงกว่าที่ควรจะเป็น

...ที่ผมอยู่ที่นี่ทุกวันนี้...
เหตุผลที่แท้จริงที่ไม่เคยบอกใคร เหตุผลที่ทำให้อยู่ที่นี่ แม้จะต้องเจ็บปวดแค่ไหน

...เพราะผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีจิน...
ริมฝีปากบางขยับออกมาเป็นคำพูดที่ต้องใช้เวลาคิดอยู่หลายนาทีว่าคำพูดอะไรมาแทนความรู้สึกมากมายที่หลบอยู่ในหัวใจได้ แต่สุดท้ายคำที่หลุดออกมากลับเป็นคำแค่ไม่กี่คำเท่านั้น

นิ้วเรียวยกขึ้นจากเปียโนก่อนที่จะชาไปทั้งร่าง เมื่อรู้สึกถึงแรงกอดมาจากข้างหลัง!!

***************

เสียงเปิดปิดประตูแผ่วเบาตามด้วยเสียงฝีเท้าคนเดินไม่ดังนัก แต่นั่นทำให้คนที่นอนสะลึมสะลืออยู่ที่โซฟาตื่นขึ้นมา เสียงฝีเท้าแผ่วเบาใกล้เข้ามาเรื่อยๆก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่บริเวณกลางห้อง เป็นโชคดีที่โซฟาที่จินพาดขานอนอยู่ยาวพอที่จะบังตัวจินเอาไว้ได้

ในห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวของเขา น้อยคนนักที่จะเข้ามาที่นี่ได้
แล้วในเวลานี้คนที่เข้ามาได้ในเวลานี้ก็อยู่ห่างไปมากถึงทางเหนือของประเทศ นอกจาก...

ตาคมเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเองก่อนจะรู้สึกถึงแรงเต้นถี่ยิบที่หน้าอกตัวเอง

ปกติแล้ว นี่เป็นเวลาที่เข้าออกไปทำงาน และห้องนี้ก็ว่างตลอด

..วันนี้มีคนชมว่า ผมเก่งด้วยหละ...
บรรยากาศในห้องเงียบไปอึดใจ ก่อนที่เสียงที่คุ้นเคยดีจะดังออกมาเป็นคำพูดตามด้วยเสียงเปียโนที่ให้จังหวะที่คุ้นเคย จินไม่เคยรู้ ว่าเวลาที่ตัวเขาไปทำงานอยู่ข้างนอก คาซึยะจะเข้ามาในห้องนี้
...แต่แย่จัง ผมลืมแก้ความเข้าใจผิดของเขาไปเสียได้...
คนตัวบางพูดเหมือนจะหัวเราะแต่ว่าน้ำเสียงไม่สดใสเท่าไหร่นัก

...ผมไม่ได้เก่งอะไรหรอก...
น้ำเสียงเบาลงอย่างเห็นไ้ด้ชัด ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่จินกลับค่อยๆลุกขึ้นมานั่งบนโซฟา เหลือบมองเสี้ยวหน้าขาวๆของคนที่เพิ่งหายจากไข้

...ที่ผมอยู่ที่นี่ทุกวันนี้...
ประโยคนี้แหละที่ทำให้จินพอจะเดาออกว่าเรื่องที่คนตัวเล็กพูดนี่หมายถึงอะไร ขาเรียวยาวภายใต้กางเกงสีเข้มพาตัวเองเข้าไปใกล้คนที่นั่งเล่นเปียโนทีละน้อย

...เพราะผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีจิน...
คราวนี้เสียงบรรเลงของเพลงไม่มีเสียงใดๆมาขัดอีกจนเกือบจะจบ คนที่นั่งเล่นเพลงเงียบจนจินคิดว่าเจ้าตัวคงจะหยุดพูดเข้าให้แล้ว แต่พอประโยคนี้หลุดออกมา จินรู้สึกเหมือนเลือดในกายแข็งไปชั่วขณะ ก่อนจะรู้สึกอุ่นวาบไปทั่วร่าง มือขาวที่นิ้วๆหนึ่งถุกจับจองด้วยแหวนเรียบๆเอื้อมไปกอดคนตัวบางจากด้านหลัง

“ขอโทษนะ” จินรับรู้ได้ด้วยสัมผัสทางกายว่าคนที่นั่งอยู่ตัวแข็งไปในทันทีที่จินพูดจบ ตาเรียวเหลือบมาอมงเขาอย่างตกใจก่อนจะหลุดลงต่ำ

“คาซึยะ” จินครางเบาๆเมื่อนอกจากจะไม่มีคำไหนหลุดออกมาจากปากบางๆแล้วน้ำใสๆกลับไหล่กระทบฝ่ามือจินแทน

“คนที่ควรจะขอโทษ มันเป็นผมต่างหาก ผมเป็นคนยิงท่านเอง” กว่าแต่ลำคำจะหลุดมาจากปากบางๆนี่ยากนัก

“จะเกลียดผมก็ได้ แต่ได้โปรด...” น้ำเสียงคนพูดเบาบางอ่อนล้าอย่างปิดไม่มิด แต่ไม่ทันที่เจ้าตัวจะพูดจบ นิ้วของอีกฝ่ายก็เอื้อมมาทาบทับริมฝีปากอีกฝ่ายเอาไว้ เมื่อเดาได้ว่าคำต่อไปที่อีกคนจะพูดออกมาคืออะไร

“อย่าพูดแบบนั้นนะ คาซึยะ” จินพูดพลางย่อตัวลงให้ระดับสายตาเท่ากับคนตัวขาว

“ชั้นไม่อยากได้ยิน” ริมฝีปากที่เข้ามาคลอเคลียใกล้กระซิบแผ่วเบา

“ชั้นไม่เคยถามอะไรนายเลย ไม่เชื่อในตัวนาย แต่กลับเชื่อแค่สิ่งที่ตาเห็นพียงผิวเผิน” ชายหนุ่มแนบหน้าผากชนกับอีกฝ่ายเบาๆ

“ทั้งๆที่รักที่เรามีให้กันมันมากมาย แต่ชั้นก็ไม่เคยเชื่อในมันเลย ขอโทษ” ริมฝีปากอิ่มเลื่อนไปจูบซับน้ำตาของอีกฝ่าย ก่อนจะแตะลงที่ริมฝีปากบางๆแผ่วเบา

“อย่าโกรธจินเลยนะ” ริมฝีป่กบางกดจูบกลับมาแทนคำพูดนั้น แต่แค่นั้นแหละ ที่ทำให้ใจของจินกลับมาเต้นเป็นจังหวะอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนี้ จินตอบคำถามที่โทโมะถามได้ทุกข้อแล้ว
...ที่ยืดเยื้อเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้
...เพราะไม่อาจปล่อยมือไปจากคาซึยะได้
...หลายครั้งที่พยายามทำทำเป็นลืมเรื่องดีๆระหว่างเรา
...แต่ทั้งๆที่ตื่นอยู่โลกรอบผมกลับเลือนลางเหมือนไร้สติ
...เพราะว่าส่วนลึกที่ขอร้องอ้อนวอน เพื่อไม่ให้ความรักต้องจบลง
...และถ้าไม่มีคาซึยะ จินก็เป็นแค่คนที่มีแค่ตัวแต่ไร้หัวใจ...เท่านั้นเอง

และนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับคาซึยะ
...ที่ยืดเยื้อเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้
...เพราะไม่อาจอยู่ได้ถ้าไม่มีจิน
...หลายครั้งที่พยายามทำทำเป็นลืมเรื่องระหว่างเราที่เลวร้าย
...แต่ทั้งๆที่ตื่นอยู่โลกรอบตัวกลับเลือนลางเหมือนไร้สติ
...เพราะว่าส่วนลึกที่ขอร้องอ้อนวอน เพื่อไม่ให้ความรักต้องจบลง
...และถ้าไม่มีจิน คาซึยะก็เป็นแค่คนที่มีแค่ตัวแต่ไร้หัวใจ...เท่านั้นเอง

I don't mean to drag it on
ที่ยืดเยื้อเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้
but I can't seem to let you go
แต่เพราะไม่อาจปล่อยมือไปได้
I don't wanna make you face this world alone
ไม่ว่าจะอย่างไร ด้วยวิธีไหน ก็ไม่สามารถปล่อยให้ไปคนเดียวได้
I wanna let you go (alone)
ไม่สามารถปล่อยให้คุณไปเพียงลำพังได้จริงๆ

I've tried to go on like I never knew you
หลายครั้งที่พยายามทำทำเป็นลืมเรื่องระหว่างเรา
I'm awake but my world is half asleep
แต่ทั้งๆที่ตื่นอยู่โลกรอบตัวกลับเลือนลางเหมือนไร้สติ
I pray for this heart to be unbroken
เพราะว่าส่วนลึกที่ขอร้องอ้อนวอน เพื่อไม่ให้ความรักต้องจบลง
but without you all I'm going to be is incomplete
แต่ถ้าขาดคุณ ก็คงเป็นแค่คนที่มีแค่ตัวแต่ไร้หัวใจ...เท่านั้นเอง

...อาจจะฟังดูงี่เง่า
...แต่ว่าคุณอาจยอมทุกอย่าง
...เพื่อที่จะสัมผัสกับสิ่งเดียว
...สิ่งที่ทำให้คุณเป็นร่างกายที่มีหัวใจ
...สิ่งที่ทำให้คุณเป็นร่างกายที่มีความรู้สึก

...รัก...

the end ja

จบแล้ว
อืม..คือเพลงที่คาซึยะเล่นในห้อง ก็คือ incomplete ของ back street boy ค่ะ
แล้วก็เผื่อใครไม่เข้าใจ overdose คืออากรของคนที่ได้รับยาเกินขนาดนะค่ะ(อารมณ์ยาบ้า)

พีเอส. คิดถึงทุกคนมาก
พีเอส2.ชอบไม่ชอบเมนท์บอกได้น๊า

コメント

No title

เป้นเรื่องที่สุดยอดมากๆเลย
อ่านแล้วตัวชาไปหมด!

เจ๋งมากเลยค่ะ

คาเมะจังเข้มแข็งมากๆเลย

สนุกสุดๆ! :')

No title

เป็นตอนจบที่เยี่ยมที่สุดเลยล่ะค่า
อ่านจบแล้วน้ำตาไหลพรากเลยอ่ะ เราชอบเพลงนี้มากๆเหมือนกันล่ะ
แต่ฟังเพลงนั้นแล้วอ่านเรื่องนี้ยังไม่ปวดใจเท่ากับฟังเพลงแทงข้างหลังเลยอ่ะ
พอดีเปิดเพลงต่อกัน ฟัง incomplete แค่น้ำตาคลอๆๆ แต่พอฟังแทงข้างหลังฯเนี่ย โหย น้ำตาไหลพรากเลยอ่ะ
สงสารน้องเมะที่สุดเลยอ่ะ ท่าทางต้องกล้ำกลืนฝืนทนน่าดูเลย
มาต่อตอนพิเศษได้อ๊ะปล่าวฮับ อยากอ่านฉากสวีทของท่านจินน้องเมะบ้างอ่ะ
หลังจากที่เข้าใจกันแล้ว ก็น่าจะมีกุ๊กกิ๊กเล็กๆหน่อยจิ นะ นะ

No title

เศร้าจังเลยตอนแรกๆ เนี่ย
แต่ในเมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็ดูแลคาเมะจังดีๆ นะจิน

No title

สนุกมากเลย.....

เป็นเรื่องที่อ่านแล้วช็อกนิดหน่อยเพราะความเข้าใจผิดนะเอง

แต่เพราะรักถึงไม่ยอมอธิบายให้จินเข้าใจกลัวไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ประทับใจจัง....แต่งได้ดีมากเลยค่ะ...

No title

หายไปซะนานเลยนะคะน้องฟ้า คิดถึงนะ ขอบคุณมากสำหรับฟิค แต่กลับมาครั้งนี้ซาดิสม์น่าดูเลยนะ แต่ก็มีแอบโรแมนติกนะ คู่โทโมะโทมะน่ารักดีค่ะ แต่ยังไงก่อนวันเกิดพีขอฟิควันเกิดพี่กี้ก่อนได้มั้ยคะ

เห็นบอกว่าจะไม่ไปงานมีทติ้งบอร์ดOne&Onlyเหรอคะ
แต่ถ้าแค่คิดว่าต้องไปคนเดียวก็มาเถอะ เพราะในบอร์ดก็เพื่อนๆกันทั้งนั้น อยากเจอนะ

No title

สนุกมากเลยค่ะ ชอบมากๆเลย

จินแอบโหดร้าย คาเมะจังน่าสงสารมากมาย

กว่าจะรู้ความจริงได้ เล่นเอาน้องเสียน้ำตาไปหลายลิตรเลย

ไว้แต่งอีกเยอะๆเลยนะคะ ชอบจังฟิคแนวนี้

No title

น้องฟ้า พี่นัทเองนะ

เรื่องนี้เป็นชอทฟิคที่ยาวมากกกก ฮ่าๆๆ
ชอบพล๊อตเรื่อง ชอบคาแรคเตอร์ของจินกับยามะพีจัง
แต่ว่าอ่านแล้วงงๆหน่อยๆอะ มีบางอย่างที่พี่ยังไม่เคลียร์เท่าไหร่ แหะๆ
แต่โดยรวมก็สนุกดีนะ ชอบบบบ อิอิ
ถ้ามีอีกคู่นึงจะเจ๋งมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฮ่าๆๆ
อยากอ่านพี่กี้กับสุดที่รักของพี่กี้มากมาย

No title

น่ารักมากๆเลย
สงสารเมะตอนแรกๆอ่ะ
จินก็ใจร้าย ไม่ฟังอะไรเล้ย เกือบซวย
ดีนะเนี่ยที่เมะเป็นคนประเสริฐ
แต่คู่พีกับโทมะเป็นไงอ่ะ หรือบอกแล้วแต่เราอ่านพลาด
ให้โทมะเกลียดพีไปเลยดีกว่า ฮ่าๆ

No title

หงึเป็นความรักที่กว่าจะลงตัว
ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ
Keep Love เชื่อในความรักรึเป่าน้า
จะมีบ้างไหม คนที่เป็นแบบนี้อ่ะนะ

No title

นุ๋เมะเข้มเเข็งมากมายเลยนะ
แต่อีหมูก็ไม่ใจร้ายกับน้องซะทีเดียว
แต่ต้องมีความรัก+ห่วงใยกันมั่งละเนอะ
เพราะเราร๊ากกกกกัน555+
ซึ้งค่ะซึ้งเรื่องนี้
สนุกดีนะค่ะจะติดตามเรื่องต่อต่อไปนะค่ะ

ขอบคุนค่ะ......^^

No title

กรี๊ดดดดดดดดดดด

ชอบอ้ะ
เดาไม่ถูกเลยทั้งเรื่องง
ตื่นเต้นมากๆๆๆๆ

><
555555+

สนุกๆๆๆๆๆ
อ่านแล้วลุ้นโคตรรร

กว่าจะรู้ว่ารักจริง กว่าจะรู้ว่าหลงทาง
แต่ก็ดีค่า ที่ในที่สุดก็กระจ่างสักที

คนเรา เวลาเศร้าก็หน้ามืดแบบนี้แหละน้า

เมะเศร้ามานาน
ถึงเวลามีความสุขสักที

มะพีขา ทำโทมะเศร้าได้อีกอะ

コメントの投稿



管理者にだけ表示を許可する

トラックバック


この記事にトラックバックする(FC2ブログユーザー)


 | BLOG TOP |