上記の広告は1ヶ月以上更新のないブログに表示されています。
新しい記事を書く事で広告が消せます。
ทั้งๆที่ฟิคเรื่องนี้เริ่มแต่งตั้งแต่เดือนมกรา แต่จนแล้วจนรอด เราก็ลงไม่ทันวันเกิดของทาคิซาว่า นอกจากจะเลยไปหนึ่งวันแล้ว มันยังไม่จบอีกต่างหาก ตอนแรกที่เราเกิดอยากเขียนเรื่องนรี้ขึ้นมาก็เพราะเรื่อง ฮานาคิมินั่นแหละ ดูแล้วมีไฟมาก อยากเขียนสุดๆ ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะลงยาวๆทีเดียวให้จบเลยนะ แต่ว่าดูจากสภาพการเราคงไม่ไหวอ่ะ มันจะต้องเลยไปอีกนานเหมือนฟิควันเกิดคาเมะจังแน่ๆ เพราะงั้นเราก็เลยกะว่าจะเอามาลงก่อนอ่ะ

เรื่องนี้เราว่ามันแอบเยิ่นเย้อแล้วก้น่าเบื่อนิดๆนะ แน่นอนฉากหวานๆตอนนี้ยังหาไม่ได้หรอก อืม..ก็ยังไงก็ช่วยรออ่านตอนหน้าหน่อยน๊า แต่ว่าเราคงไม่ขึ้นเอนทรี่ใหม่หละนะ คงจะมาอีดิทแก้เอาหนะ เราไม่อยากลงแยกเอาไว้

อ่านกันสนุกๆนะค่ะ

title :: be my angel
author :: miharu
charactor :: tackey & tsubasa
category :: happy birthday to takizawa hideaki

แม้เวลานี้จะเป็นเวลาเกือบจะเย็นอยู่รอมร่อ แต่ว่าแสงแดดที่ไม่ได้แผดเผาน้อยลงไปจากตอนกลางวันเลยนั้นเป็นสิ่งที่จะพอบอกได้ว่า หน้าร้อนมาถึงแล้ว…

ชายหนุ่มในชุดหลากหลายสีสันที่เคยวิ่งไปวิ่งมาเมื่อประมาณสองสามชั่วโมงก่อน ตอนนี้นั่งกันหน้าสลอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นหญ้าอย่างหมดพลังงานด้วยความร้อน และทำท่าว่าจะลงไปนอนแผ่ราบบนพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่มในอีกไม่ช้าด้วย

ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

“เอ้า กระฉับกระเฉงกันหน่อย อย่ามานอนอืดกันแถวนี้ นี่พวกนายมาเข้าค่ายเก็บตัวนักกีฬาตอนฤดูร้อนไม่ใช่เหรอไงห๊า???” เสียงบ่นยาวยืดหลังเสียงนกหวีดแสบแก้วหูช่วยแกะชายหนุ่มที่กำลังนอนอืดขึ้นมาได้บางส่วน

“ใครเป็นนักกีฬากระโดดสูงมาทางนี้ด้วย โค้ชของพวกนายมาแล้ว” คนที่ถูกเรียกค่อยๆพาสังขารของตัวเองผ่านอากาศร้อนระอุที่ตอนนี้คิดว่าไม่ค่อยต่างจากทะเลทรายเท่าไหร่มาที่ข้างบาร์กระโดดอย่างเชื่องช้า

“นี่อิมาอิ ซึบาสะ โค้ชในการเก็บตัวซ้อมในครั้งนี้ของพวกนายจนกว่าจะถึงการแข่งขันจริง” คนที่ถูกเรียกว่าเป็นโค้ชเดินออกมาจากทางด้านหลังของบาร์กระโดด แม้จะมีเสื้อวอร์มแขนยาวเหมือนที่นักกีฬาทั่วไปใช้ใส่ทับไว้อีกชั้น แต่ว่าโครงร่างที่เห็นนั้นเพรียวบางอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

“อิมาอิ ซึบาสะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ใบหน้าภายใต้หมวกแก๊บปีกกว้างยิ้มให้น้อยๆก่อนที่จะก้มตัวลงตามมารยาท
ผิวสีน้ำผึ้งอาบกับแสงอาทิตย์ส่องให้ร่างบางๆตรงหน้านี่ดูผุดผ่องมากขึ้นไปอีก

“สำหรับนักกีฬาปีนี้ก็มีอยู่เท่านี้หละครับ” คนที่เป็นเหมือนผู้จัดการหลักของค่ายในครั้งนี้คุยกับคนที่เป็นโค้ชสั้นๆ เจ้าตัวก้มลงดูกระดาษในมือที่เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นรายละเอียดส่วนตัวของนักกีฬาพลางชำเลืองมามองพวกเราเป็นระยะ

หลังการสนทนาไม่นานนัก คนในสนามที่เหลืออยู่ก็มีแค่ไม่กี่คน มือเรียวถอดเอาหมวกแก็บปีกกว้างออกเมื่อดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงอยู่เมื่อครู่้นั้นเริ่มคล้อยตัวลงต่ำ ดวงตากลมโตที่ไม่มีอะไรมาเป็นปราการบดบังกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่่ตรงหน้าของนักกีฬาแต่ละคน

“วันนี้ท่าทาพวกนายคงจะเหนื่อยมามากแล้ว พักก่อนก็แล้วกัน” ริมฝีปากอิ่มขยับเป็นคำพุดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เจ้าตัวจะหันหลังแล้วเดินออกไปจากสนาม

“ผิดคาดหวะ!!” เสียงพูดคุยดังขึ้นทันทีตามประสาปากวัยรุ่นที่อยู่ไม่ค่อยจะสุข

“นั่นดิ” และเสียงนั่นยังคงแว่วติดกันดังมาเป็นระยะแม้ว่าผมจะพาตัวเองออกไปห่างจากวงสนทนาแล้วก็ตาม

“ยังไม่หายเจ็บขาอีกเหรอ?? ทักกี้” ชายหนุ่มผิวสีน้ำตาลเข้มเอ่ยปากถามพลางนั่งลงที่ว่างข้างๆของม้านั่ง

“ก็นิดหน่อยหนะ” นิ้วแข็งแรงก้มลงลูบเบาๆบริเวณรอยแผลเป็นเส้นนูนเห็นได้ชัด บริเวณที่เป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดสำหรับนักกระโดดสูง...ข้อเท้า

“นายน่าจะพักก่้อน ไม่น่ารีบมาเข้าค่ายเก็บตัวเลย”

“พูดมากจริง หมอยังไม่ว่าอะไรเลย” ตาเข้มมีเสน่ห์ตวัดกลับมามองคนพูดที่ยังคงเหม่อมองแส้นขอบฟ้าที่กำลังจะเลือนลับหายทันทีที่ได้ยินคำตอบ ก็หมอทีว่าหนะก็พ่อแก ถ้าไม่รู้นิสัยแกว่าเรื่องเอาแต่ใจไม่มีใครเกินของแก แล้วไอ้บ้าที่ไหนจะรู้ว่ะ คนผิวสีเข้มสวยบ่นขมุบขมิบ

“เออ..ช่างแกเหอะ อยากทำอะไรก็ทำ ว่าแต่ไปหาอะไรกินกันหน่อยดีกว่า หิวแล้ว” ชายหนุ่มว่าพลางลุกขึ้นเดินนำไปที่บริเวณทางออก

...ถึงเวลาจะไม่เคยเดินคอยใคร แต่ว่าพรสวรรค์ที่มีมันก็ไม่ได้หายไปพร้อมกับเวลาซักหน่อย...

คนตัวขาวดึงถุงเท้าขึ้นมาปิดรอยแผลพลางส่ายหน้าแรงๆเหมือนจะไล่เสียงที่มันก้องอยู่ในหัวออกไป หาอะไรกินให้ปากมันไม่ว่างก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน

***************

ครืด...

เสียงประตูเลื่อนถูกเปิดออกเบาๆเรียกสายตาคนที่อยู่ข้างในได้เป็นอย่างดี แม้ว่าด้วยควันสีขาวจากความร้อนของไอน้ำที่เบาบางจะลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบๆ แต่ว่าทักกี้กลับรู้ได้ทันทีว่าใครอยู่ข้างใน

“รบกวนด้วยนะครับ” ชายหนุ่มว่าพลางก้มหัวลงนิดๆ อย่างน้อยก็คงจะอายุมากกว่า แล้วก็ไม่ใช่เพื่อนเล่น แม้ว่าจะถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจมากแค่ไหน แต่ว่าเรื่องมารยาท ทักกี้มั่นใจว่าตัวเขาเองไม่มีที่บกพร่องเลยทีเดียว

ครืด...

เสียงประตูถูกเลื่อนปิดลงอีกครั้งตามด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆของคนที่เดินเข้ามา ในสถานที่ที่เป็นค่ายเก็บตัวนักกีฬาแห่งนี้ บ่อน้ำร้อนกึ่งซาวน่านี่ถือว่าเป็นสวรรค์สำหรับร่างกายที่เมื่อยล้ามาทั้งวันทีเดียว

“สุภาพจังนะ” เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นเบาๆท่ามกลางความเงียบที่กินเวลากว่าสิบนาที ทาคิซาว่าเลิกคิ้วขึ้นนิดนึง
ก่อนจะหลับตาลงด้วยท่าทางสบายใจ

“ครับ อย่างน้อยคุณก็คงอายุมากกว่าผม” ชายหนุ่มตอบ บิดตัวเบาๆด้วยความเมื่อยล้า

“แค่ปีกว่าๆเอง”

...

“ตกใจหละสิ” เสียงเหมือนผ้าร่วงลงน้ำนั่นพอจะบอกได้ดี

“นิดหน่อยครับ” ทักกี้พูดพลางหันไปมองคนที่อยู่ในห้องเดียวกันเต็มๆตาเป็นครั้งแรก แต่สิ่งที่พอจะรับรู้ได้ด้วยสัมผัสทั้งห้าของเขาในตอนนี้ก็คงเป็นแค่เสียงหัวเราะเบาๆกับกลิ่นหอมๆที่ไม่แน่ใจว่ามาจากผงสำหรับแช่ตัวรึเปล่าท่านั้นเอง

“ทำไมไม่ไปกินข้าวหละ นี่มันเวลากินข้าวไม่ใช่หรือ??”

“ตอนนี้ที่นี่ไม่มีคนนี่ครับ อีกอย่าง ผมหาอะไรรองท้องเอาไว้แล้ว” ทักกี้ตอบพลางผ่อนตัวแล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง แม้ว่าบทสนทนาระหว่างพวกเค้าสองคนจะไม่ได้มีสาระหรือเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก ออกจะนั่งเงียบมากกว่า แต่มันก็เป็นบทสนทนาที่ลื่นไหลแล้วทักกี้ก็รู้สึกว่ามันช่างชวนให้ผ่อนคลายเสียจริง

“อ๊า...คิดเหมือนกัันเลยแฮะ” เสียงนุ่มทุ้มตอบกลับมาแตกต่างจากโค้ชทั่วไปที่เคยรู้จัก ไม่สิ ไม่เหมือนโค้ชเลยมากกว่า

“คงต้องขึ้นแล้วหละนะ” เสียงนุ่มๆดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ทักกี้จะเห็นเงาคนเิดินผ่านไปรางๆตามด้วยเสียงเปิด-ปิดประตู นานๆครั้งที่คนที่ชอบความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูงอย่างทักกี้รู้สึกเหมือนไม่ถูกรุกรานความเป็นส่วนตัวทั้งๆที่นั่งกันอยู่ใกล้แค่นี้

แม้ว่าอาจเป็นเพราะบทสนทนาที่ได้ยินเพียงแค่เสียง ไม่โดนจับจ้องก็ตาม

***************

สายลมฤดูร้อนในช่วงเช้าไม่ได้ทำให้รู้สึกเหนียวตัวมากนัก แถมยังหอบเอากลิ่นอายธรรมชาติที่ชวนให้สดชื่นมาอีกด้วย แต่คงไม่ใช่กับคนที่เหงื่อไหลย้อยและกำลังพุ่งสมาธิอยู่กับการภาวนาให้ขนาดของสนามฝึกซ้อมเล็กลงซักครึ่ง

แสงแดดอ่อนๆที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าสาดส่องลงมาช่วยให้บริเวณรอบๆอาบไปด้วยสีทองสวยจับตา แต่กับคนที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่หยุดมาหลายสิบนาทีแบบนี้ไอ้แสงแดดบ้าๆนี่ช่างเพิ่มอุุุณหภูมิชวนให้น่าหงุดหงิดเสียจริงๆ

ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ดวงตาหลายคู่ที่มองตรงไปข้างหน้าพราวระยับด้วยความดีใจเหมือนเด็กได้ของเล่นไม่มีผิดทันทีที่ได้ยินเสียงนกหวีดลากยาว ขาหลายคู่สาวเท้าขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉงกะทันหันเมื่อมองเห็นถังน้ำสำหรับนักกีฬาที่วางอยู่ไม่ไกลและม้านั่งสีอ่อนบริเวณที่ไม่มีแสงแดด

“คลายกล้ามเนื้อซะให้พร้อม อีกสิบนาที ทานากะคุงมาหาชั้นด้วย ส่วนคนอื่นก็ไปนั่งพักก่อนได้” ผู้เป็นโค้ชสั่งก่อนจะเดินไปนั่งตรงส่วนที่แยกออกมาจากสนาม เวลาเดินผ่านไปจะเกือบเที่ยง นักกีฬาหลายคนก็เดินเข้าไปคุยกับโค้ช คนนึงเกือบสิบห้านาที พอเดินออกมาแต่ละคนก็ทำตามคำสั่งที่ได้รับมาแตกต่างกันไป

“คนสุดท้ายแล้ว ฮายามิคุง” ชายหนุ่มตัวสูงลุกขึ้นทันที่ที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเอง เจ้าตัวทิ้งผ้าขนหนูผืนนุ่มเอาไว้บนม้านั่งก่อนจะก้าวยาวๆไปที่ริมาสนาม

“ทาคิซาว่าคุงหนะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า??” คำถามหัวข้อทั่วๆไปผ่านมาเรื่อยๆจนมาถึงข้อนี้ คิ้วสีเข้มของคนที่ถูกถามเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัยก่อนที่จะตัวจะหลบสายตาลงต่ำ

“ไม่มีนี่ครับ” แต่ก็แค่เพียงชั่วครู่เท่านั้น

“ปฏิกิริยาสมกับเป็นนักกีฬาดีนะ ไม่ให้คนอื่นอ่านเกมจากสายตาหนะ” ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ แต่รู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่มันระรัวเร็วขึ้นอยู่ในอก ถึงจะแวบเดียวเท่านั้น แต่ว่าก็พอจะรับรู้ถึงสายตาแปลกๆที่มองมาได้

“อย่าลืมหละ ต้องทำทุกวันรู้หรือเปล่า??”

“ครับ” เจ้าตัวรับคำน้อยๆก่อนจะเดินมารวมกลุ่มกับเพื่อน

***************

“โชคดีชะมัดที่ตารางฝึกของชั้นไม่หนักเท่าไหร่” ชายหนุ่มผิวขาวเปรยอย่างอารมณ์ดี คนที่เดินมาข้างกันคว้าเอาใบขาวๆในมืออีกฝ่ายขึ้นมาดู คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันน้อยๆอย่างใช้ความคิด จะว่าสบายกว่าคนอื่นก็ไม่ใช่ เพียงแค่ทักกี้อาจจะไม่ได้สังเกตก็เท่านั้นเอง ว่าตารางฝึกของทักกี้แทบจะไม่มีการออกกำลังการช่วงข้อเท้าเลยซักนิด

“เออ โชคดีชะมัดเลย” ชายหนุ่มพึมพำพลางส่งกระดาษคืนให้เจ้าของ ซ่อนสายตาที่เริ่มมีความไม่แน่ใจด้วยการมองตรงไปข้างหน้าที่เป็นทางเดินที่โอบล้อมไปด้วยพื้นหญ้าเขียวขจี สู่หอพักนักกีฬา

“แล้วแกคุยอะไรกับโค้ชบ้างหละ” ทาคิซาว่าเหลือบมองคนถามด้วยความสงสัยน้อยๆกับคำถามที่ได้ยิน เพราะปกติคนที่เดินอยู่ข้างๆเขานี่ไม่ใช่คนที่ใส่ใจเรื่องประเภทนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็พบเพียงแค่สายตาที่มองทอดยาวไปข้างหน้าเท่านั้น

“ก็ทั่วๆไปนั่นแหละ คล้ายๆกับที่คุยกับโค้ชเกือบทุกคน” คนฟังเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆแต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าโค้ชคนนั้นก็อาจจะยังไม่แน่ใจสินะ

“ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วย”

“แบบไหน?” ชายหนุ่มพยายามพูดเสียงที่ธรรมดาที่สุด ก่อนจะเหลือบตามามองข้างๆพลางทิ้งสายตาลงข้างๆนิดนึงเหมือนทุกครั้งอย่างที่ต้องการจะยั่วโมโหคนข้างๆนี่ อาจจะเป็นเพราะส่วนสูงที่ต่างกันพอสมควร ไม่ใช่ทักกี้หรอก แต่เป็นตัวเขาเองต่างหากที่สูงเกินกว่ามาตรฐานของคนญี่ปุ่นทั่วไป

“คิดถึงแฟนหละสิ” คนตัวสูงกว่าแปลกใจนิดๆที่ไม่ได้รับการกระทบกระแทกจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนข้างๆ ใจหายวาบเมื่อนึกว่าทักกี้อาจจับได้ว่ามีอะไรพิรุธ แต่พอหันกลับมาเห็นสีหน้ายียวนกวนบาทาของอีกฝ่ายพร้อมกับเสียงล้อเลียนเข้าก็รู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อมันกระตุกแปลกๆ

“เหอะ แกหาแฟนให้ได้ก่อนเหอะแล้วค่อยมายุ่งเรื่องแฟนชั้น” คราวนี้ไม่ต้องหันมาดูปฏิกริยาของอีกฝ่ายเลยเพราะโมโคมิจิรู้สึกถึงแรงกระแทกบริเวณหัวไหล่ดังปั๊ก!!

ปิ๊บๆๆๆ

เสียงแมทเสทเปรียบเสมือนเสียงระฆังดังหมดยกที่หยุดขายาวๆของคนผิวเข้มที่กำลังจะฟาดลงไปกระทบอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนตัวขาวได้เป็นอย่างดี สายตาคมดุมองอีกฝ่ายอย่างเหมือนจะบอกว่าโชคช่วยนะแกก่อนจะหยิบเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเปิดดู

...เหนื่อยรึเปล่า?? มิฮะจัง...

“ยิ้มอย่างนี้ มิฮะจังหละสิ” คนตัวขาวมองมาพลางหลิ่วตาล้อเลียน

“อิจฉาเหรอไง” น้ำเสียงเยาะเย้ยอย่างเห็นได้ชัด เขม่นกันไปเขม่นกันมาทั้งคู่ก็อดระเบิดหัวเราะออกมาไม่ได้

“น่าอิจฉาชะมัด” สุดท้ายคนตัวขาวก็เป็นฝ่ายเปรยออกมาเบาๆเสียเอง

***************

“หิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย” คนตัวเข้มพึมพำพลางลูบบริเวณหน้าท้องเรียบๆของตัวเอง ในเวลาพลบค่ำ หลังจากที่หลายๆคนพักผ่อนกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้าหลังจากการซ้อมอันเหน็ดเหนื่อย เด็กหนุ่มกลุ่มใหญ่ก็พากันเดินส่งเสียงโหวกเหวกตามประสาผู้ชายวัยรุ่นทั่วไปสลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะ ส่วนเป้าหายก็คือร้านอาหารแสนอร่อยที่เหมาะแก่การเติมพลังงานที่สูญหายให้กลับมาเหลือล้นอีกครั้ง

“อ้าว...นั่นซึบาสะนี่หน่า” คนตัวขาวพึมพำเบาๆ คนสามสี่คนที่ยืนอยู่รอบๆหันมามองหน้าทักกี้ก่อนจะมองตามสายตาคนตัวขาวเข้าไป หลายคนแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ที่พบว่าคนที่ทักกี้พูดถึงนั้นคือโค้ชของพวกเขาเองรวมทั้งโมโคมิจิด้วย แต่ที่แปลกใจไปกว่านั้นก็คือ สรรพนามที่ทักกี้ใช้เรียกขานอีกฝ่ายนี่สิ

ไม่รู้ว่าเป็นเพระอะไร ร้านที่คนตัวบางที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนหลายคนโดยไม่รู้ตัวนั่งฝากท้องอยู่นี้ดันเป็นร้านเป้าหมายในมื้ออาหารค่ำเสียด้วย และแน่นอน มันเป็นไม่ได้อยู่แล้วที่เด็กผู้ชายจำนวน 6-7 คนที่กำลังส่งเสียงเฮฮาได้ที่เข้ามาแล้วจะไม่เป็นจุดสนใจของร้าน

“อ้าว..ทักกี้” คนผิวสีน้ำผึ้งที่นั่งอยู่หน้ากระทะเตาย่างที่มีเนื้อส่งกลิ่นหอมยั่วยวนทักคนตัวขาวที่เดินเข้ามาเป็นคนแรกก่อนจะก้มหัวน้อยๆพอเป็นพิธีให้กับเด็กผู้ชายอีกหลายคนที่ก้มหัวให้เมื่อเห็นเขา

“มานั่งด้วยสิ” การทักทายกันที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่นาทีคงจะจบลงและไม่มีอะไรมากกว่านี้ถ้าเกิดว่าเสียงนุ่มๆไม่พูดขึ้นตอนที่ขบวนของเด็กหนุ่มกำลังจะเดินผ่าน หลายคนหันมามองหน้าอย่างฉงนในคำชวนนัก แต่ไม่นานก็ตัดสินใจได้ว่าจะเดินต่อไปหาเก้าอี้ว่างๆให้ตัวเองได้แล้ว ยกไว้คนตัวขาวที่เลิกคิ้วน้อยๆกับคำชวนนั่นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามคนชวนที่มีเพียงแค่ตัวเดียว

“ช่วยจัดจานเพิ่มให้ด้วยครับ” คนผิวน้ำผึ้งยกมือเรียกบริกรในร้านพลางใช้มืออีกข้างจับตะเกียบพลิกเนื้อที่เริ่มเปลี่ยนสีอยู่บนเตา

“ทานสิ” เนื้อย่างกลิ่นหอมกรุ่นติดมันน้อยๆลอยขึ้นจากเตามมาวางแปะในจานของทักกี้ที่เพิ่งมีเด็กเสริฟยกมาวาง คนตัวขาวพึมพำขอบคุณเบาๆก่อนจะคีบเนื้อสีสวยเข้าปาก

“ดื่มกันมั๊ย” คนตัวขาวเอ่ยชวนอีกฝ่าย

“เอาสิ ไม่ได้ดื่มนานแล้วเหมือนกัน” อีกฝ่ายตอบกลับมาสั้นๆเมื่อนึกได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดพัก ไม่นานแก้วที่มีไอเย็นเกาะก็ตั้งอยู่หน้าคนสองคน มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบก่อนที่จะชนแก้วกับอีกฝ่ายเบาๆ

“ทำไม คุณถึงเลิกเล่นกระโดดสูง” ทักกี้เอ่ยขึ้น มือเรียวที่กำลังคีบเนื้อหอมกรุ่นจากเตาชะงักเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะตอบอะไร เจ้าตัวจึงก้มลงกินมื้อเย็นของตัวเองต่อไป ในโต๊ะของสองคนไม่ได้มีเสียงโหวกเหวกโวยวายเหมือนโต๊ะอื่นๆที่อยู่ข้างเคียง แต่มันเป็นมื้อเย็นที่การสนทนาของคนสองคนไม่ต่างอะไรกับที่คุยกันที่ห้องกึ่งซาวน่านั่น

“ไปเดินเล่นกันหน่อยมั๊ย” ชายหนุ่มที่เป็นคนขวนเขานั่งกินข้างกล่าวชวนเขาเป็นครั้งที่สองของวัน คนตัวขาวไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่เดินตามอีกฝ่ายเท่านั้น

ในสนามกว้างที่มองเห็นยามค่ำคืนแบบนี้ หญ้าสีเขียวชอุ่มก็ดูคล้ายกับพื้นพรมนุ่มนิ่ม ชายหนุ่มสองคนทิ้งตัวลงนั่งพลางมองบรรยากาศรอบๆที่แตกต่างกับตอนกลางวันอย่างเห็นได้ชัด สายลมพัดเบาๆคลอกับเสียงเสียดสีของใบไม้ทำให้รอบด้านดีผ่อนคลาย ทั้งคู่ไถลตัวลงไปนอนกับพื้นหญ้าอย่างเกียจคร้าน ปล่อยให้ท้องฟ้าสีเข้มที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวโอบล้อมพวกเขาเอาไว้อย่างนั้น

“รู้รึเปล่า พ่อแม่ของชั้นเคยตามหาตัวชั้นให้วุ่น เพราะเปิดประตูห้องเข้ามาตอนสองทุ่มกว่าๆแล้วลูกชายอายุ 11 ขวบหายตัวไปจากที่นอนนุ่มอุ่นที่ควรจะอยู่หละ” จู่ๆเสียงนุ่มทุ้มก็พูดขึ้นมา เหมือนทุกๆครั้งที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน อยากพูดก็พูด ไม่เคยก้าวข้ามความเป็นส่วนตัวของกันและกัน

“แล้วเด็กชายอายุ 11 ขวบหายตัวไปไหนหละ” คนตัวขาวถามออกมาหลังจากปล่อยให้วงออเครสตราตามธรรมชาติได้มีโอกาสบรรเลงเพลงขับกล่อมอยู่ระยะหนึ่ง

“เด็กชายคนนั้นคงพยายามจะคว้างดาวยามค่ำคืนอยู่มั๊ง” คนตอบติดหัวเราะของอีกฝ่ายไม่ได้ช่วยให้คนตัวขาวเข้าใจสักเท่าไหร่นัก

“คุณพ่อคุณแม่ของเด็กชายคนนั้นเจอลูกตัวเองอยู่ที่สนามกีฬาแถวๆบ้าน กำลังเล่นกระโดสูงอยู่คนเดียวกลางแสงจันทร์หละ” น้ำเสียงที่ผ่อนคลายของอีกฝ่ายช่วยแก้ข้อข้องใจให้คนตัวขาวที่นอนดูดาวอยู่ด้วยกันข้าง

“ไม่น่าเชื่อเลยแฮะ” คนตัวขาวว่าอย่างนั้นก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา

“อะไรทำให้ซึบาสะชอบการกระโดดสูงขนาดนั้นหละ” ถ้าไม่นับคำชวนดื่มเบียร์ นี่คงเป็นคำถามที่สองที่ชายหนุ่มถามอีกฝ่าย ต่างกับคำถามแรกนิดหน่อยตรงที่คำถามนี้ถามถึงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ตอนจบ

“อยากคว้าดาวมั๊ง” คนตัวบางเงียบไปซักพักก่อนจะพูดออกมา ได้ยินชายหนุ่มข้างตัวพึมพำว่าน้ำเน่าชะมัดก่อนหัวเราะเบาๆ

“ชั้นแค่หลงรักท้องฟ้าหละมั๊ง อยากจะสัมผัสสิ่งที่สวยงามอย่างนั้นดูซักครั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะคว้าเอาเข้ามากอด แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องขึ้นไปดูใกล้ๆให้เห็นกับตาแทน”

“โรแมนติกจังนะ”

“ไหนเมื่อกี้บอกว่าน้ำเน่าไง” คนผิวสีน้ำผึ้งสวนขึ้นมาทันควันที่ได้ยินเสียงคนตัวขาวพึมพำเบาๆ เรียกเสียงหัวเราะของคนสองคนอีกครั้งในคืนนี้

“แล้วนายหละ?”

“ก็คงอยากคว้าดาวเหมือนกันมั๊ง” คนตัวขาวพูดสบายๆ แต่คำพูดลอกอีกฝ่ายมาไม่ผิดเพี้ยน

“ไม่ได้ล้อเล่นนะ พูดจริงๆ” ทาคิซาว่าโวยวายเล็กน้อยเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปในน้ำเสียงอีกหน่อย ขัดอีกฝ่ายที่กำลังจะอ้าปากให้หุบลงแต่โดยดี

“เมื่อก่อนผมกับคุณย่าสนิทกันมากๆ ตอนสาวๆท่านเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้นักกีฬากระโดดสูงระดับชาติ ซึ่งก็คือปู่ของผมแหละ แต่ปู่ผมเสียไปแล้ว เพราะงั้น เวลาที่ท่านคิดถึงปู่ ท่านก็มักจะพาผมไปเล่นกระโดดสูงเสมอ ผมสนุกมากๆทุกครั้งที่ได้เล่น รู้สึกสนุก และผมคงจะทำมันได้ดีพอควรเลย ท่านถึงยิ้มกว้างให้ผมทุกครั้ง ท่านชอบบอกว่าผมหนะ ถอดแบบมาจากปู่เป๊ะเลย ต้องได้เป็นนักกีฬาระดับชาติเหมือนปู่แน่ๆ แต่นั่นมันก็แค่ความรัสึกปลื้มในคำชมของเด็กเจ็ดขวบเท่านั้นแหละ” คนตาวขาวเริ่มเล่าไปเรื่อยๆ น้ำเสียงแสดงความสุขอย่างเห็นได้ชัด

“แล้วเกี่ยวอะไรกับคว้าดาวหละ” คนผิวสีน้ำผึ้งหันหน้ามามองผมพลางถามก่อนจะหันไปสนใจกับดวงดาวที่พราวระยับอยู่บนท้องฟ้าต่อ

“พอผมอายุสิบเอ็ดปี ท่านก็เริ่มป่วยหนัก ตอนนั้นผมเสียใจมากๆ ท่านปลอบผมว่าย่าแค่จะไปเป็นดาวบนท้องฟ้าอยู่เป็นเพื่อนปู่เท่านั้นเอง ปู่เค้าไม่ได้เจอย่านานแล้วนะ จะได้ไปเล่าให้ฟังว่าหลานเก่งเหมือนปู่แค่ไหน จะคอยดูผมจากบนนั้นเสมอ ถ้าผมคิดถึงก็กระโดดไปหาท่านได้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านก็เสีย” ถึงตรงนี้ น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูจะเศร้าไปไม่น้อย

“จริงๆมันก็คงเป็นแค่คำปลอบใจของที่ผู้ใหญ่ใช้หลอกเด็กจากความเศร้าเท่านั้นแหละ แต่ว่ามันกลับกลายเป็นความฝันของผมไปซะได้”

“ดีจังเลยน๊า” ซึบาสะพึมพำเบาๆ และนั่นก็เป็นประโยคสุดท้ายของเราสองคนก่อนจะไปแยกกันกลับเข้าห้องในคืนนี้

***************

“นายกลับช้า” เสียงทักจากเพื่อนในห้องดังขึ้นทันทีที่ทาคิซาว่าปรากฏตัว ดวงตาคมแก้ความข้องใจของคำถามของเพื่อนให้ตัวเองด้วยการเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเกือบจะเที่ยงคืนก่อนจะเหลือบตาไปมองคนพูดที่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์แมสเสทหาแฟนตัวเองต่อ

“พอดีเพลินไปหน่อย” ดูท่าคำตอบของทักกี้คงจะแปลกประหลาดพอควร เพื่อนตัวดีถึงได้ยอมเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์เครื่องเล็กที่เต็มไปด้วยสายพวงกุญแจที่เหมือนกับของแฟน

“แปลกนะ” อีกฝ่ายพึมพำเบาๆแต่ก็ไม่ได้ซักอะไรต่อ เพียงแค่หันกับลงไปสนใจกับมือถือของตัวเองต่อเท่านั้น คนตัวขาวยักไหล่อย่างไม่ค่อยสนใจในคำพูดของเพื่อนเท่าไหร่ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบน้ำอีกรอบก่อนนอน

ทันทีที่เสียงประตูห้องน้ำดัง คนที่นั่งคร่ำเคร่งกับโทรศัพท์มือถือเมื่อครู่ก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคมเข้มฉายแววไม่ค่อยสบายใจออกมาเท่าไหร่นัก ทักกี้มีนิสัยที่ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัวสูง แต่การที่วันนี้ทักกี้แสดงความสนิทสนมกับโค้ชมากขนาดนั้นทั้งๆที่รู้จักกันมาได้ไม่กี่วันมันทำให้คนที่มาเข้าค่ายด้วยกันมองด้วยสายตาแปลกๆ และเขาเองก็ค่อนข้างจะแปลความหมายนั่นออกด้วย

...คนพวกนั้นกำลังคิดว่าทาคิซาว่าอาจจะอาศัยความสนิทสนมของตัวเองเป็นบันไดสู่ระดับชาติ...

จริงอยู่ว่านี่เป็นการมาเข้าค่ายเก็บตัวเพื่อนเข้าอินเตอร์ไฮ แต่ว่าสถานที่อย่างนี้เป็นสถานที่ชั้นเยื่ยมที่เด็กที่มีแววจะได้รับการผลักดัน และคนที่รู้จักกันในค่ายนั้นก็เป็นแค่คนที่รู้จักกันเพียงผิวเผินเท่านั้น ต่างคนก็มาจากต่างที่กัน พวกเขารู้ว่าทาคิซาว่าเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง และการที่อยู่ๆเจ้าตัวไปสนิทสนมกับโค้ชได้อย่างรวดเร็วนั้นมันก็ออกจะน่าสงสัยอยู่สักหน่อย แม้ว่าสำหรับตัวทาคิซาว่าเองแล้ว คนที่เจ้าตัวจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย ต้องเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วไม่อึดอัด และถ้าเจ้าตัวพอใจแล้ว ใครจะขัดไม่ได้

ดังนั้น การที่เขาจะเดินไปบอกอีกฝ่ายว่าคนอื่นคิดอะไร เพื่อนตัวดีก็คงจะไม่สนใจอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะเป็นการหาเรื่องทะเลาะกันเสียเปล่าๆด้วย

แต่เรื่องที่รบกวนจิตใจเขาอยู่มากกว่าเรื่องนั้นก็คือคำถามในตอนนั้นหนะสิ

ให้ตายเถอะ!!~

***************

...ครืด...

“อ้าว...วันนี้ไม่ใช่ทาคิซาว่าเหรอเนี่ย” คนที่อยู่ด้านในหันมามองผู้มาใหม่ อดแปลกใจนิดหน่อยไม่ได้ว่าที่ทักกี้หายตัวไประหว่างเวลาที่คนออกไปกินข้าวเพื่อมาที่นี่เองหรอกหรือ

“ครับ พอดีพ่อของทาคิซาว่ามาเยี่ยมหนะครับ” ชายหนุ่มตอบ น้ำเสียงเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย ยิ่งพอมองไปรอบๆแล้วไม่เห็นใครอยู่ในนี้ด้วยซักคนแล้ว ก็อดหนักใจกับบทสนทนาที่อาจจะมาถึงในไม่ช้าได้ ถึงแม้ว่าช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา คนผิวสีน้ำผึ้งตรงหน้านี่จะไม่เคยพูดเรื่องของทาคิซาว่ากับเขาอีกก็เลยเหอะ

“สบายจังเลยน๊า” ชายหนุ่มได้ยินเสียงอีกฝ่ายพึมพำเบาๆหลังจากได้ยินเสียงผิวน้ำกระเพื่อม เพียงแค่นั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีบทสนทนาอะไรอีก จนชายหนุ่มลุกขึ้นเดินออกไป

“ฮายามิคุง บอกมาเถอะ เค้ามีปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้าใช่มั๊ย??” มือสีเข้มชะงักค้างอยู่ที่บานประตูเมื่อได้ยินเสียงเรียก ร่างกายที่ควรจะผ่อนคลายหลังจากการแช่น้ำเกร็งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็เดินออกไปโดยไม่ได้หันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

“ใช่..ใช่มั๊ยหละ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างในพึมพำเบาๆหลังจากที่ได้ยินเสียงประตูปิด พลางหลับตาลงน้อยๆเหมือนจะหนีจากความจริง

***************

“พ่อนายว่ายังไงบ้างเรื่องเท้า” คนผิวเข้มเปิดประเด็นขึ้นมาทันทีทีก้าวขาเข้ามาในห้อง

“ก็ดีกว่าที่คิด” คนตัวขาวสบตาคนถามก่อนจะหลุบลงพลางนวดเบาๆที่ข้อเท้าที่ยังเห็นรอยแผลได้ชัด

...ดีกว่าที่ป๊าคิดไว้อีกนะเนี่ย...

จะอะไรก็ไม่ติดใจเท่ากับคำพูดของพ่อเขานั่นแหละ ท่าทางที่ดูตึงเครียดหายไปเกือบหมดทันทีที่ได้ตรวจข้อเท้าของเขาอย่างละเอียดจนพอใจ

“แค่นั้น” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบคำถามไปส่งๆ แม้อาการของข้อเท้าที่ไม่แย่ลงเท่าไหร่นักจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ใช่ว่าตัวเขาเองจะไม่รู้ถึงความร้ายแรงของอาการที่อาจจะเกิดกับข้อเท้าตัวเอง และก็ทำใจเตรียมรับเอาไว้มากพอสมควร แต่เรื่องที่รู้วันนี้นี่ออกจะเกินความคาดหมายไปหน่อย

“ก็ดีแล้วนี่หน่า”

“อือ” คนตัวขาวตอบรับพลางทิ้งตัวลงบนเตียงก่อนจะปิดตาลง

**************

“ดีใจด้วยนะ” คนผิวเข้มก้มหัวลงแสดงถึงความขอบคุณในคำชมนั้นก่อนจะส่งยิ้ม ใบหน้าคมที่ควรจะปรากฏรอยยิ้มหรืออะไรก็ตามที่แสดงถึงคนที่กำลังมีความสุขอย่างสุขล้นกลับไม่เป็นอย่างนั้น นอกจากนั้นยังแฝงไปด้วยความกังวลใจนิดๆอีกต่างหาก

เป็นไปตามความคาดหมายเกือบทุกประการเมื่อมีการประกาศรายชื่อคนที่ได้เป็นตัวจริงในการแข่งขันอินเตอร์ไฮในแต่ละพื้นที่ คนที่มีแววและเป็นตัวเต็งอันดับต้นๆได้รัยการคัดเลือกตามที่คาดหมายเอาไว้รวมทั้งโมโคมิจิด้วย แต่ว่าที่ไม่เป็นไปตามคาดหมายก็คงจะเป็นรายชื่อที่ควรจะปรากฏอยู่กลับไม่มีชื่อของคนตัวขาวอย่างที่คนทั่วไปคาดเอาไว้หนะสิ

ดวงตาสีเข้มมองอย่างคร่นคิดพลางเดินเข้าไปห้องน้ำเพื่อจะไปล้างหน้า แต่ว่ากลับได้ยินเสียงบทสนทนาบางอย่างที่ทำให้ต้องหยุดค้างแล้วเดินเข้าไปหลบอยู่แถวห้องน้ำนั่น

“รู้เรื่องที่ทาคิซาว่าไม่ได้เป็นตัวจริงรึยัง??” จากที่เห็น พวกนักกีฬาที่คุ้นหน้าอยู่ไม่น้อยกำลังจับกลุ่มคุยก็เรื่องที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ

“ไม่รู้ก็บ้าแล้ว แปลกจะตาย ทั้งๆทำสถิติดีอย่างนั้น แถมยังดูสนิทกับโค้ชดีอีกต่างหาก” เสียงตอบกลับมาอย่างเผ็ดร้อนในประเด็นแทรกตามมาและตามมาติดๆด้วยเสียงพึมพำแสดงความเห็นด้วย

“นั่นดิ”

“จริงๆก็เพราะว่าโค้ชนั่นแหละที่ทำให้ทาคิซาว่าไม่ได้ลงแข่ง รู้รึเปล่า” แต่จู่ๆประโยคนี้แหละ ที่ทำให้คนผิวเข้มต้องยืนหลบอยู่ในมุมห้องน้ำ

“อย่ามาบ้าน่า แกไปเอามาจากไหน” เสียงอีกคนสวนกลับทันที ท่าทางบอกว่าไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด

“รู้แล้วก็เงียบๆไว้หละ เมื่อวันก่อนตอนที่ชั้นกลับเข้าหอหนะ ชั้นได้ยินพวกอาจารย์คุยกันในห้องพักเรื่องคัดนักกีฬา” อีกฝ่ายเริ่มเล่าพลางกดเสียงให้เบาลง

“แกก็เลยแอบฟัง ใช่ป่ะ” เสียงเพื่อนในกลุ่มอีกคนขัดขึ้นมาเชิงหลอกด่า

“ก็เออสิ...แล้วชั้นจำได้แม่นเลยนะเว่ย ว่าตอนที่ชั้นได้ยินหนะ มีเสียงคนขัดขึ้นมาว่า ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ทาคิซาว่าเป็นตัวจริง” คนเล่าก็เลยด่ากลับไปอย่างรำคานิดก่อนจะเล่าต่อ

“จริงอ่ะ”

“พวกที่นั่นอยู่ข้างในทั้งห้องนะ ถามกันเยอะมากเลยว่าทำไม แต่ดูเหมือนคนที่คัดค้านก็ไม่ได้ตอบอะไร”

“แล้วโค้ชเกี่ยวอะไรด้วยวะ”

“หัดฟังให้จบก่อนได้มั๊ย ก็ตอนหลังเรื่องทั้งหมดมันจบที่ว่าชั้นได้ยินเสียงคุณโคอิจิบอกว่า ถ้าเป็นการตัดสินใจของอิมาอิคุง ผมก็ไม่มีอะไรจะคัดค้านหรอกครับ” เจ้าตัวหันไปพูดอย่างหงุดหงิดกับเพื่อนเป็นครั้งที่สองก่อนจะเล่าต่ออีกรอบ

“ห๊า...คุณโคอิจิหนะนะ ง่ายๆอย่างนั้นเชียว”

“เออ ก็คุณโคอิจินั่นแหละที่เป็นคนพูด ทีนี้ก็เลยไม่มีใครพูดอะไรอีกยังไงเล่า” เสียงคนกลุ่มนั้นค่อยๆเบาลงเป็นสัญญาณที่บอกว่าพวกนั้นเริ่มเดินไปไกลแล้ว ชายหนุ่มออกมาจากที่ซ่อนพลางเดินเข้าไปในห้องน้ำตามความตั้งใจแรก

ประตูห้องน้ำที่ปิดอยู่หนึ่งห้องทำให้ชายหนุ่มสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่ว่าความรู้สึกกังวลใจจากเรื่องราวที่ได้ยินคงจะมีมากกว่าชายหนุ่มจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ความไม่แน่ใจเรื่องที่ว่าโค้ชรู้รึเปล่าว่าข้อเท้าของทาคิซาว่ามีปัญหาหายไปหมดจนเจ้าตัวมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนๆนั้นรู้เรื่อง กำลังคิดอยู่ว่าถ้าทาคิซาว่าเกิดรู้เรื่องขึ้นมาจะเป็นยังไง แต่เสียงเปิดประตูห้องน้ำห้องที่ปิดอยู่ที่ด้งขึ้นก็ช่วยไขคำตอบให้ชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี

คนตัวขาวที่ริมฝีปากหยักขึ้นจนมักจะเหมือนวาดรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาสีหน้าบึ้งตึงจนหน้ากลัว ดวงตาคมตวัดมาจ้องตากับตัวเขาผ่านกระจกแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เจ้าตัวหมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว ไม่ทันที่โมโคมิจิจะได้พูดอะไรซักคำด้วยซ้ำ

แย่แล้วมั๊ยหละ!!

***************

“ขออนุญาตครับ”

“เข้ามาสิ” คนตัวบางที่อยู่ในห้องเพียงคนเดียวหันเก้าอี้กลับไปมองคนที่เปิดประตูเข้าห้องมา

“มีอะไรรึเปล่า??” คนผิวสีน้ำผึ้งหันไปถามอีกฝ่ายตามมารยาท แม้จะรู้อยู่แล้วว่ายังไงๆอีกฝ่ายก็คงจะต้องมาคุยเรื่องนี้เข้าให้อยู่ดี

“คุณรู้ได้ยังไง??” “กลับกันที่ว่าสิ่งที่ได้รับลับมา ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถามต่างหาก

2bcon

งงกันรึเปล่าเนี่ย
เบื่อรึเปล่า
คิดยังไงเม้นท์ทิ้งเอาไว้น๊า

พีเอส. วันเกิดปีนี้ของทักกี้เงียบๆไปรึเปล่า
พีเอส2. เรายังไม่หายเจ็บขาเลยอ่ะ ไปหาหมอมาแล้ว หมอบอกว่าห้ามเดิน ไม่งั้นต้องใช้เวลาเดือนกว่าจะหาย เจ็ยมากๆ เดินลำบากด้วย สงสัยเหลือเกินว่าทำไมตอนซึบาสะเส้นเนขาดถึงได้หายเวนัก
พีเอส3. อยากได้ดีวีดีคอน แต่ตัดใจซื้อไม่ลง มันอฃแพงเกินอ่ะง่วนนี้ สงสัยคงต้องรอของไทย
พีเอส4. happy birthday to TAKIZAWA HIDEAKI
wish you have gret life be healthy and happy all time
พีเอส5. สรุปก็ไม่ได้ไปงานมีทบอร์ด
พีเอส6. คิดถึงทุกคนจังเลย

コメント

No title

เฮียจะมาวีนซ้อที่รักของเรารึปล่าวเนี่ย

ปล. หายเจ็บขาเร็วๆนะคะ
แล้วก้อไม่เห็นน่าเบื่อเลยค่ะ

No title

เป็นฟิควันเกิดเฮียเรื่องแรกเลยที่อ่านของปีนี้

อ่านแล้วสงสัยทำไมเจ๊ไปยอมให้เฮียเป็นตัวจริงล่ะ

อยากรู้เหตุผลเร็วๆจัง ^___^

รออ่านตอนต่อไปนะคะ

No title

“ชั้นแค่หลงรักท้องฟ้าหละมั๊ง อยากจะสัมผัสสิ่งที่สวยงามอย่างนั้นดูซักครั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะคว้าเอาเข้ามากอด แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องขึ้นไปดูใกล้ๆให้เห็นกับตาแทน”
..... ทำได้สิ ก็ซึที่รัก มีปีกอยู่กับตัวแล้วไง

No title

งง หน่อยหนึ่งแต่ก็พอเข้าใจอยู่

กี้โกรธน่าดูเลยอะ

No title

อืม สนุกดีล่ะ ไม่เคยอ่านฟิคที่กี้ซึเป็นนักกีฬาv-210
ก็ต้องจิ้นมากหน่อย ฮุ ฮุ แถมบางคนไม่เรา
ไม่รู้จักอ่ะ เป็น Jr. คนไหนหนอ

รออ่านตอนต่อไปนะคะ อยากอ่านเร็วๆ จังv-254

ps. งานบอร์ดที่ผ่านมาสนุกดีนะ คุ้นๆ กันดี

コメントの投稿



管理者にだけ表示を許可する

トラックバック


この記事にトラックバックする(FC2ブログユーザー)


 | BLOG TOP |