ทั้งๆที่ฟิคเรื่องนี้เริ่มแต่งตั้งแต่เดือนมกรา แต่จนแล้วจนรอด เราก็ลงไม่ทันวันเกิดของทาคิซาว่า นอกจากจะเลยไปหนึ่งวันแล้ว มันยังไม่จบอีกต่างหาก ตอนแรกที่เราเกิดอยากเขียนเรื่องนรี้ขึ้นมาก็เพราะเรื่อง ฮานาคิมินั่นแหละ ดูแล้วมีไฟมาก อยากเขียนสุดๆ ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะลงยาวๆทีเดียวให้จบเลยนะ แต่ว่าดูจากสภาพการเราคงไม่ไหวอ่ะ มันจะต้องเลยไปอีกนานเหมือนฟิควันเกิดคาเมะจังแน่ๆ เพราะงั้นเราก็เลยกะว่าจะเอามาลงก่อนอ่ะ
เรื่องนี้เราว่ามันแอบเยิ่นเย้อแล้วก้น่าเบื่อนิดๆนะ แน่นอนฉากหวานๆตอนนี้ยังหาไม่ได้หรอก อืม..ก็ยังไงก็ช่วยรออ่านตอนหน้าหน่อยน๊า แต่ว่าเราคงไม่ขึ้นเอนทรี่ใหม่หละนะ คงจะมาอีดิทแก้เอาหนะ เราไม่อยากลงแยกเอาไว้
อ่านกันสนุกๆนะค่ะ
title :: be my angel
author :: miharu
charactor :: tackey & tsubasa
category :: happy birthday to takizawa hideaki
แม้เวลานี้จะเป็นเวลาเกือบจะเย็นอยู่รอมร่อ แต่ว่าแสงแดดที่ไม่ได้แผดเผาน้อยลงไปจากตอนกลางวันเลยนั้นเป็นสิ่งที่จะพอบอกได้ว่า หน้าร้อนมาถึงแล้ว…
ชายหนุ่มในชุดหลากหลายสีสันที่เคยวิ่งไปวิ่งมาเมื่อประมาณสองสามชั่วโมงก่อน ตอนนี้นั่งกันหน้าสลอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นหญ้าอย่างหมดพลังงานด้วยความร้อน และทำท่าว่าจะลงไปนอนแผ่ราบบนพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่มในอีกไม่ช้าด้วย
ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
“เอ้า กระฉับกระเฉงกันหน่อย อย่ามานอนอืดกันแถวนี้ นี่พวกนายมาเข้าค่ายเก็บตัวนักกีฬาตอนฤดูร้อนไม่ใช่เหรอไงห๊า???” เสียงบ่นยาวยืดหลังเสียงนกหวีดแสบแก้วหูช่วยแกะชายหนุ่มที่กำลังนอนอืดขึ้นมาได้บางส่วน
“ใครเป็นนักกีฬากระโดดสูงมาทางนี้ด้วย โค้ชของพวกนายมาแล้ว” คนที่ถูกเรียกค่อยๆพาสังขารของตัวเองผ่านอากาศร้อนระอุที่ตอนนี้คิดว่าไม่ค่อยต่างจากทะเลทรายเท่าไหร่มาที่ข้างบาร์กระโดดอย่างเชื่องช้า
“นี่อิมาอิ ซึบาสะ โค้ชในการเก็บตัวซ้อมในครั้งนี้ของพวกนายจนกว่าจะถึงการแข่งขันจริง” คนที่ถูกเรียกว่าเป็นโค้ชเดินออกมาจากทางด้านหลังของบาร์กระโดด แม้จะมีเสื้อวอร์มแขนยาวเหมือนที่นักกีฬาทั่วไปใช้ใส่ทับไว้อีกชั้น แต่ว่าโครงร่างที่เห็นนั้นเพรียวบางอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“อิมาอิ ซึบาสะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ใบหน้าภายใต้หมวกแก๊บปีกกว้างยิ้มให้น้อยๆก่อนที่จะก้มตัวลงตามมารยาท
ผิวสีน้ำผึ้งอาบกับแสงอาทิตย์ส่องให้ร่างบางๆตรงหน้านี่ดูผุดผ่องมากขึ้นไปอีก
“สำหรับนักกีฬาปีนี้ก็มีอยู่เท่านี้หละครับ” คนที่เป็นเหมือนผู้จัดการหลักของค่ายในครั้งนี้คุยกับคนที่เป็นโค้ชสั้นๆ เจ้าตัวก้มลงดูกระดาษในมือที่เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นรายละเอียดส่วนตัวของนักกีฬาพลางชำเลืองมามองพวกเราเป็นระยะ
หลังการสนทนาไม่นานนัก คนในสนามที่เหลืออยู่ก็มีแค่ไม่กี่คน มือเรียวถอดเอาหมวกแก็บปีกกว้างออกเมื่อดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงอยู่เมื่อครู่้นั้นเริ่มคล้อยตัวลงต่ำ ดวงตากลมโตที่ไม่มีอะไรมาเป็นปราการบดบังกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่่ตรงหน้าของนักกีฬาแต่ละคน
“วันนี้ท่าทาพวกนายคงจะเหนื่อยมามากแล้ว พักก่อนก็แล้วกัน” ริมฝีปากอิ่มขยับเป็นคำพุดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เจ้าตัวจะหันหลังแล้วเดินออกไปจากสนาม
“ผิดคาดหวะ!!” เสียงพูดคุยดังขึ้นทันทีตามประสาปากวัยรุ่นที่อยู่ไม่ค่อยจะสุข
“นั่นดิ” และเสียงนั่นยังคงแว่วติดกันดังมาเป็นระยะแม้ว่าผมจะพาตัวเองออกไปห่างจากวงสนทนาแล้วก็ตาม
“ยังไม่หายเจ็บขาอีกเหรอ?? ทักกี้” ชายหนุ่มผิวสีน้ำตาลเข้มเอ่ยปากถามพลางนั่งลงที่ว่างข้างๆของม้านั่ง
“ก็นิดหน่อยหนะ” นิ้วแข็งแรงก้มลงลูบเบาๆบริเวณรอยแผลเป็นเส้นนูนเห็นได้ชัด บริเวณที่เป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดสำหรับนักกระโดดสูง...ข้อเท้า
“นายน่าจะพักก่้อน ไม่น่ารีบมาเข้าค่ายเก็บตัวเลย”
“พูดมากจริง หมอยังไม่ว่าอะไรเลย” ตาเข้มมีเสน่ห์ตวัดกลับมามองคนพูดที่ยังคงเหม่อมองแส้นขอบฟ้าที่กำลังจะเลือนลับหายทันทีที่ได้ยินคำตอบ ก็หมอทีว่าหนะก็พ่อแก ถ้าไม่รู้นิสัยแกว่าเรื่องเอาแต่ใจไม่มีใครเกินของแก แล้วไอ้บ้าที่ไหนจะรู้ว่ะ คนผิวสีเข้มสวยบ่นขมุบขมิบ
“เออ..ช่างแกเหอะ อยากทำอะไรก็ทำ ว่าแต่ไปหาอะไรกินกันหน่อยดีกว่า หิวแล้ว” ชายหนุ่มว่าพลางลุกขึ้นเดินนำไปที่บริเวณทางออก
...ถึงเวลาจะไม่เคยเดินคอยใคร แต่ว่าพรสวรรค์ที่มีมันก็ไม่ได้หายไปพร้อมกับเวลาซักหน่อย...
คนตัวขาวดึงถุงเท้าขึ้นมาปิดรอยแผลพลางส่ายหน้าแรงๆเหมือนจะไล่เสียงที่มันก้องอยู่ในหัวออกไป หาอะไรกินให้ปากมันไม่ว่างก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน
***************
ครืด...
เสียงประตูเลื่อนถูกเปิดออกเบาๆเรียกสายตาคนที่อยู่ข้างในได้เป็นอย่างดี แม้ว่าด้วยควันสีขาวจากความร้อนของไอน้ำที่เบาบางจะลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบๆ แต่ว่าทักกี้กลับรู้ได้ทันทีว่าใครอยู่ข้างใน
“รบกวนด้วยนะครับ” ชายหนุ่มว่าพลางก้มหัวลงนิดๆ อย่างน้อยก็คงจะอายุมากกว่า แล้วก็ไม่ใช่เพื่อนเล่น แม้ว่าจะถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจมากแค่ไหน แต่ว่าเรื่องมารยาท ทักกี้มั่นใจว่าตัวเขาเองไม่มีที่บกพร่องเลยทีเดียว
ครืด...
เสียงประตูถูกเลื่อนปิดลงอีกครั้งตามด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆของคนที่เดินเข้ามา ในสถานที่ที่เป็นค่ายเก็บตัวนักกีฬาแห่งนี้ บ่อน้ำร้อนกึ่งซาวน่านี่ถือว่าเป็นสวรรค์สำหรับร่างกายที่เมื่อยล้ามาทั้งวันทีเดียว
“สุภาพจังนะ” เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นเบาๆท่ามกลางความเงียบที่กินเวลากว่าสิบนาที ทาคิซาว่าเลิกคิ้วขึ้นนิดนึง
ก่อนจะหลับตาลงด้วยท่าทางสบายใจ
“ครับ อย่างน้อยคุณก็คงอายุมากกว่าผม” ชายหนุ่มตอบ บิดตัวเบาๆด้วยความเมื่อยล้า
“แค่ปีกว่าๆเอง”
...
“ตกใจหละสิ” เสียงเหมือนผ้าร่วงลงน้ำนั่นพอจะบอกได้ดี
“นิดหน่อยครับ” ทักกี้พูดพลางหันไปมองคนที่อยู่ในห้องเดียวกันเต็มๆตาเป็นครั้งแรก แต่สิ่งที่พอจะรับรู้ได้ด้วยสัมผัสทั้งห้าของเขาในตอนนี้ก็คงเป็นแค่เสียงหัวเราะเบาๆกับกลิ่นหอมๆที่ไม่แน่ใจว่ามาจากผงสำหรับแช่ตัวรึเปล่าท่านั้นเอง
“ทำไมไม่ไปกินข้าวหละ นี่มันเวลากินข้าวไม่ใช่หรือ??”
“ตอนนี้ที่นี่ไม่มีคนนี่ครับ อีกอย่าง ผมหาอะไรรองท้องเอาไว้แล้ว” ทักกี้ตอบพลางผ่อนตัวแล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง แม้ว่าบทสนทนาระหว่างพวกเค้าสองคนจะไม่ได้มีสาระหรือเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก ออกจะนั่งเงียบมากกว่า แต่มันก็เป็นบทสนทนาที่ลื่นไหลแล้วทักกี้ก็รู้สึกว่ามันช่างชวนให้ผ่อนคลายเสียจริง
“อ๊า...คิดเหมือนกัันเลยแฮะ” เสียงนุ่มทุ้มตอบกลับมาแตกต่างจากโค้ชทั่วไปที่เคยรู้จัก ไม่สิ ไม่เหมือนโค้ชเลยมากกว่า
“คงต้องขึ้นแล้วหละนะ” เสียงนุ่มๆดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ทักกี้จะเห็นเงาคนเิดินผ่านไปรางๆตามด้วยเสียงเปิด-ปิดประตู นานๆครั้งที่คนที่ชอบความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูงอย่างทักกี้รู้สึกเหมือนไม่ถูกรุกรานความเป็นส่วนตัวทั้งๆที่นั่งกันอยู่ใกล้แค่นี้
แม้ว่าอาจเป็นเพราะบทสนทนาที่ได้ยินเพียงแค่เสียง ไม่โดนจับจ้องก็ตาม
***************
สายลมฤดูร้อนในช่วงเช้าไม่ได้ทำให้รู้สึกเหนียวตัวมากนัก แถมยังหอบเอากลิ่นอายธรรมชาติที่ชวนให้สดชื่นมาอีกด้วย แต่คงไม่ใช่กับคนที่เหงื่อไหลย้อยและกำลังพุ่งสมาธิอยู่กับการภาวนาให้ขนาดของสนามฝึกซ้อมเล็กลงซักครึ่ง
แสงแดดอ่อนๆที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าสาดส่องลงมาช่วยให้บริเวณรอบๆอาบไปด้วยสีทองสวยจับตา แต่กับคนที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่หยุดมาหลายสิบนาทีแบบนี้ไอ้แสงแดดบ้าๆนี่ช่างเพิ่มอุุุณหภูมิชวนให้น่าหงุดหงิดเสียจริงๆ
ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ดวงตาหลายคู่ที่มองตรงไปข้างหน้าพราวระยับด้วยความดีใจเหมือนเด็กได้ของเล่นไม่มีผิดทันทีที่ได้ยินเสียงนกหวีดลากยาว ขาหลายคู่สาวเท้าขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉงกะทันหันเมื่อมองเห็นถังน้ำสำหรับนักกีฬาที่วางอยู่ไม่ไกลและม้านั่งสีอ่อนบริเวณที่ไม่มีแสงแดด
“คลายกล้ามเนื้อซะให้พร้อม อีกสิบนาที ทานากะคุงมาหาชั้นด้วย ส่วนคนอื่นก็ไปนั่งพักก่อนได้” ผู้เป็นโค้ชสั่งก่อนจะเดินไปนั่งตรงส่วนที่แยกออกมาจากสนาม เวลาเดินผ่านไปจะเกือบเที่ยง นักกีฬาหลายคนก็เดินเข้าไปคุยกับโค้ช คนนึงเกือบสิบห้านาที พอเดินออกมาแต่ละคนก็ทำตามคำสั่งที่ได้รับมาแตกต่างกันไป
“คนสุดท้ายแล้ว ฮายามิคุง” ชายหนุ่มตัวสูงลุกขึ้นทันที่ที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเอง เจ้าตัวทิ้งผ้าขนหนูผืนนุ่มเอาไว้บนม้านั่งก่อนจะก้าวยาวๆไปที่ริมาสนาม
“ทาคิซาว่าคุงหนะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า??” คำถามหัวข้อทั่วๆไปผ่านมาเรื่อยๆจนมาถึงข้อนี้ คิ้วสีเข้มของคนที่ถูกถามเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัยก่อนที่จะตัวจะหลบสายตาลงต่ำ
“ไม่มีนี่ครับ” แต่ก็แค่เพียงชั่วครู่เท่านั้น
“ปฏิกิริยาสมกับเป็นนักกีฬาดีนะ ไม่ให้คนอื่นอ่านเกมจากสายตาหนะ” ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ แต่รู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่มันระรัวเร็วขึ้นอยู่ในอก ถึงจะแวบเดียวเท่านั้น แต่ว่าก็พอจะรับรู้ถึงสายตาแปลกๆที่มองมาได้
“อย่าลืมหละ ต้องทำทุกวันรู้หรือเปล่า??”
“ครับ” เจ้าตัวรับคำน้อยๆก่อนจะเดินมารวมกลุ่มกับเพื่อน
***************
“โชคดีชะมัดที่ตารางฝึกของชั้นไม่หนักเท่าไหร่” ชายหนุ่มผิวขาวเปรยอย่างอารมณ์ดี คนที่เดินมาข้างกันคว้าเอาใบขาวๆในมืออีกฝ่ายขึ้นมาดู คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันน้อยๆอย่างใช้ความคิด จะว่าสบายกว่าคนอื่นก็ไม่ใช่ เพียงแค่ทักกี้อาจจะไม่ได้สังเกตก็เท่านั้นเอง ว่าตารางฝึกของทักกี้แทบจะไม่มีการออกกำลังการช่วงข้อเท้าเลยซักนิด
“เออ โชคดีชะมัดเลย” ชายหนุ่มพึมพำพลางส่งกระดาษคืนให้เจ้าของ ซ่อนสายตาที่เริ่มมีความไม่แน่ใจด้วยการมองตรงไปข้างหน้าที่เป็นทางเดินที่โอบล้อมไปด้วยพื้นหญ้าเขียวขจี สู่หอพักนักกีฬา
“แล้วแกคุยอะไรกับโค้ชบ้างหละ” ทาคิซาว่าเหลือบมองคนถามด้วยความสงสัยน้อยๆกับคำถามที่ได้ยิน เพราะปกติคนที่เดินอยู่ข้างๆเขานี่ไม่ใช่คนที่ใส่ใจเรื่องประเภทนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็พบเพียงแค่สายตาที่มองทอดยาวไปข้างหน้าเท่านั้น
“ก็ทั่วๆไปนั่นแหละ คล้ายๆกับที่คุยกับโค้ชเกือบทุกคน” คนฟังเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆแต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าโค้ชคนนั้นก็อาจจะยังไม่แน่ใจสินะ
“ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วย”
“แบบไหน?” ชายหนุ่มพยายามพูดเสียงที่ธรรมดาที่สุด ก่อนจะเหลือบตามามองข้างๆพลางทิ้งสายตาลงข้างๆนิดนึงเหมือนทุกครั้งอย่างที่ต้องการจะยั่วโมโหคนข้างๆนี่ อาจจะเป็นเพราะส่วนสูงที่ต่างกันพอสมควร ไม่ใช่ทักกี้หรอก แต่เป็นตัวเขาเองต่างหากที่สูงเกินกว่ามาตรฐานของคนญี่ปุ่นทั่วไป
“คิดถึงแฟนหละสิ” คนตัวสูงกว่าแปลกใจนิดๆที่ไม่ได้รับการกระทบกระแทกจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนข้างๆ ใจหายวาบเมื่อนึกว่าทักกี้อาจจับได้ว่ามีอะไรพิรุธ แต่พอหันกลับมาเห็นสีหน้ายียวนกวนบาทาของอีกฝ่ายพร้อมกับเสียงล้อเลียนเข้าก็รู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อมันกระตุกแปลกๆ
“เหอะ แกหาแฟนให้ได้ก่อนเหอะแล้วค่อยมายุ่งเรื่องแฟนชั้น” คราวนี้ไม่ต้องหันมาดูปฏิกริยาของอีกฝ่ายเลยเพราะโมโคมิจิรู้สึกถึงแรงกระแทกบริเวณหัวไหล่ดังปั๊ก!!
ปิ๊บๆๆๆ
เสียงแมทเสทเปรียบเสมือนเสียงระฆังดังหมดยกที่หยุดขายาวๆของคนผิวเข้มที่กำลังจะฟาดลงไปกระทบอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนตัวขาวได้เป็นอย่างดี สายตาคมดุมองอีกฝ่ายอย่างเหมือนจะบอกว่าโชคช่วยนะแกก่อนจะหยิบเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเปิดดู
...เหนื่อยรึเปล่า?? มิฮะจัง...
“ยิ้มอย่างนี้ มิฮะจังหละสิ” คนตัวขาวมองมาพลางหลิ่วตาล้อเลียน
“อิจฉาเหรอไง” น้ำเสียงเยาะเย้ยอย่างเห็นได้ชัด เขม่นกันไปเขม่นกันมาทั้งคู่ก็อดระเบิดหัวเราะออกมาไม่ได้
“น่าอิจฉาชะมัด” สุดท้ายคนตัวขาวก็เป็นฝ่ายเปรยออกมาเบาๆเสียเอง
***************
“หิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย” คนตัวเข้มพึมพำพลางลูบบริเวณหน้าท้องเรียบๆของตัวเอง ในเวลาพลบค่ำ หลังจากที่หลายๆคนพักผ่อนกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้าหลังจากการซ้อมอันเหน็ดเหนื่อย เด็กหนุ่มกลุ่มใหญ่ก็พากันเดินส่งเสียงโหวกเหวกตามประสาผู้ชายวัยรุ่นทั่วไปสลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะ ส่วนเป้าหายก็คือร้านอาหารแสนอร่อยที่เหมาะแก่การเติมพลังงานที่สูญหายให้กลับมาเหลือล้นอีกครั้ง
“อ้าว...นั่นซึบาสะนี่หน่า” คนตัวขาวพึมพำเบาๆ คนสามสี่คนที่ยืนอยู่รอบๆหันมามองหน้าทักกี้ก่อนจะมองตามสายตาคนตัวขาวเข้าไป หลายคนแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ที่พบว่าคนที่ทักกี้พูดถึงนั้นคือโค้ชของพวกเขาเองรวมทั้งโมโคมิจิด้วย แต่ที่แปลกใจไปกว่านั้นก็คือ สรรพนามที่ทักกี้ใช้เรียกขานอีกฝ่ายนี่สิ
ไม่รู้ว่าเป็นเพระอะไร ร้านที่คนตัวบางที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนหลายคนโดยไม่รู้ตัวนั่งฝากท้องอยู่นี้ดันเป็นร้านเป้าหมายในมื้ออาหารค่ำเสียด้วย และแน่นอน มันเป็นไม่ได้อยู่แล้วที่เด็กผู้ชายจำนวน 6-7 คนที่กำลังส่งเสียงเฮฮาได้ที่เข้ามาแล้วจะไม่เป็นจุดสนใจของร้าน
“อ้าว..ทักกี้” คนผิวสีน้ำผึ้งที่นั่งอยู่หน้ากระทะเตาย่างที่มีเนื้อส่งกลิ่นหอมยั่วยวนทักคนตัวขาวที่เดินเข้ามาเป็นคนแรกก่อนจะก้มหัวน้อยๆพอเป็นพิธีให้กับเด็กผู้ชายอีกหลายคนที่ก้มหัวให้เมื่อเห็นเขา
“มานั่งด้วยสิ” การทักทายกันที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่นาทีคงจะจบลงและไม่มีอะไรมากกว่านี้ถ้าเกิดว่าเสียงนุ่มๆไม่พูดขึ้นตอนที่ขบวนของเด็กหนุ่มกำลังจะเดินผ่าน หลายคนหันมามองหน้าอย่างฉงนในคำชวนนัก แต่ไม่นานก็ตัดสินใจได้ว่าจะเดินต่อไปหาเก้าอี้ว่างๆให้ตัวเองได้แล้ว ยกไว้คนตัวขาวที่เลิกคิ้วน้อยๆกับคำชวนนั่นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามคนชวนที่มีเพียงแค่ตัวเดียว
“ช่วยจัดจานเพิ่มให้ด้วยครับ” คนผิวน้ำผึ้งยกมือเรียกบริกรในร้านพลางใช้มืออีกข้างจับตะเกียบพลิกเนื้อที่เริ่มเปลี่ยนสีอยู่บนเตา
“ทานสิ” เนื้อย่างกลิ่นหอมกรุ่นติดมันน้อยๆลอยขึ้นจากเตามมาวางแปะในจานของทักกี้ที่เพิ่งมีเด็กเสริฟยกมาวาง คนตัวขาวพึมพำขอบคุณเบาๆก่อนจะคีบเนื้อสีสวยเข้าปาก
“ดื่มกันมั๊ย” คนตัวขาวเอ่ยชวนอีกฝ่าย
“เอาสิ ไม่ได้ดื่มนานแล้วเหมือนกัน” อีกฝ่ายตอบกลับมาสั้นๆเมื่อนึกได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดพัก ไม่นานแก้วที่มีไอเย็นเกาะก็ตั้งอยู่หน้าคนสองคน มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบก่อนที่จะชนแก้วกับอีกฝ่ายเบาๆ
“ทำไม คุณถึงเลิกเล่นกระโดดสูง” ทักกี้เอ่ยขึ้น มือเรียวที่กำลังคีบเนื้อหอมกรุ่นจากเตาชะงักเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะตอบอะไร เจ้าตัวจึงก้มลงกินมื้อเย็นของตัวเองต่อไป ในโต๊ะของสองคนไม่ได้มีเสียงโหวกเหวกโวยวายเหมือนโต๊ะอื่นๆที่อยู่ข้างเคียง แต่มันเป็นมื้อเย็นที่การสนทนาของคนสองคนไม่ต่างอะไรกับที่คุยกันที่ห้องกึ่งซาวน่านั่น
“ไปเดินเล่นกันหน่อยมั๊ย” ชายหนุ่มที่เป็นคนขวนเขานั่งกินข้างกล่าวชวนเขาเป็นครั้งที่สองของวัน คนตัวขาวไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่เดินตามอีกฝ่ายเท่านั้น
ในสนามกว้างที่มองเห็นยามค่ำคืนแบบนี้ หญ้าสีเขียวชอุ่มก็ดูคล้ายกับพื้นพรมนุ่มนิ่ม ชายหนุ่มสองคนทิ้งตัวลงนั่งพลางมองบรรยากาศรอบๆที่แตกต่างกับตอนกลางวันอย่างเห็นได้ชัด สายลมพัดเบาๆคลอกับเสียงเสียดสีของใบไม้ทำให้รอบด้านดีผ่อนคลาย ทั้งคู่ไถลตัวลงไปนอนกับพื้นหญ้าอย่างเกียจคร้าน ปล่อยให้ท้องฟ้าสีเข้มที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวโอบล้อมพวกเขาเอาไว้อย่างนั้น
“รู้รึเปล่า พ่อแม่ของชั้นเคยตามหาตัวชั้นให้วุ่น เพราะเปิดประตูห้องเข้ามาตอนสองทุ่มกว่าๆแล้วลูกชายอายุ 11 ขวบหายตัวไปจากที่นอนนุ่มอุ่นที่ควรจะอยู่หละ” จู่ๆเสียงนุ่มทุ้มก็พูดขึ้นมา เหมือนทุกๆครั้งที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน อยากพูดก็พูด ไม่เคยก้าวข้ามความเป็นส่วนตัวของกันและกัน
“แล้วเด็กชายอายุ 11 ขวบหายตัวไปไหนหละ” คนตัวขาวถามออกมาหลังจากปล่อยให้วงออเครสตราตามธรรมชาติได้มีโอกาสบรรเลงเพลงขับกล่อมอยู่ระยะหนึ่ง
“เด็กชายคนนั้นคงพยายามจะคว้างดาวยามค่ำคืนอยู่มั๊ง” คนตอบติดหัวเราะของอีกฝ่ายไม่ได้ช่วยให้คนตัวขาวเข้าใจสักเท่าไหร่นัก
“คุณพ่อคุณแม่ของเด็กชายคนนั้นเจอลูกตัวเองอยู่ที่สนามกีฬาแถวๆบ้าน กำลังเล่นกระโดสูงอยู่คนเดียวกลางแสงจันทร์หละ” น้ำเสียงที่ผ่อนคลายของอีกฝ่ายช่วยแก้ข้อข้องใจให้คนตัวขาวที่นอนดูดาวอยู่ด้วยกันข้าง
“ไม่น่าเชื่อเลยแฮะ” คนตัวขาวว่าอย่างนั้นก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา
“อะไรทำให้ซึบาสะชอบการกระโดดสูงขนาดนั้นหละ” ถ้าไม่นับคำชวนดื่มเบียร์ นี่คงเป็นคำถามที่สองที่ชายหนุ่มถามอีกฝ่าย ต่างกับคำถามแรกนิดหน่อยตรงที่คำถามนี้ถามถึงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ตอนจบ
“อยากคว้าดาวมั๊ง” คนตัวบางเงียบไปซักพักก่อนจะพูดออกมา ได้ยินชายหนุ่มข้างตัวพึมพำว่าน้ำเน่าชะมัดก่อนหัวเราะเบาๆ
“ชั้นแค่หลงรักท้องฟ้าหละมั๊ง อยากจะสัมผัสสิ่งที่สวยงามอย่างนั้นดูซักครั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะคว้าเอาเข้ามากอด แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องขึ้นไปดูใกล้ๆให้เห็นกับตาแทน”
“โรแมนติกจังนะ”
“ไหนเมื่อกี้บอกว่าน้ำเน่าไง” คนผิวสีน้ำผึ้งสวนขึ้นมาทันควันที่ได้ยินเสียงคนตัวขาวพึมพำเบาๆ เรียกเสียงหัวเราะของคนสองคนอีกครั้งในคืนนี้
“แล้วนายหละ?”
“ก็คงอยากคว้าดาวเหมือนกันมั๊ง” คนตัวขาวพูดสบายๆ แต่คำพูดลอกอีกฝ่ายมาไม่ผิดเพี้ยน
“ไม่ได้ล้อเล่นนะ พูดจริงๆ” ทาคิซาว่าโวยวายเล็กน้อยเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปในน้ำเสียงอีกหน่อย ขัดอีกฝ่ายที่กำลังจะอ้าปากให้หุบลงแต่โดยดี
“เมื่อก่อนผมกับคุณย่าสนิทกันมากๆ ตอนสาวๆท่านเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้นักกีฬากระโดดสูงระดับชาติ ซึ่งก็คือปู่ของผมแหละ แต่ปู่ผมเสียไปแล้ว เพราะงั้น เวลาที่ท่านคิดถึงปู่ ท่านก็มักจะพาผมไปเล่นกระโดดสูงเสมอ ผมสนุกมากๆทุกครั้งที่ได้เล่น รู้สึกสนุก และผมคงจะทำมันได้ดีพอควรเลย ท่านถึงยิ้มกว้างให้ผมทุกครั้ง ท่านชอบบอกว่าผมหนะ ถอดแบบมาจากปู่เป๊ะเลย ต้องได้เป็นนักกีฬาระดับชาติเหมือนปู่แน่ๆ แต่นั่นมันก็แค่ความรัสึกปลื้มในคำชมของเด็กเจ็ดขวบเท่านั้นแหละ” คนตาวขาวเริ่มเล่าไปเรื่อยๆ น้ำเสียงแสดงความสุขอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วเกี่ยวอะไรกับคว้าดาวหละ” คนผิวสีน้ำผึ้งหันหน้ามามองผมพลางถามก่อนจะหันไปสนใจกับดวงดาวที่พราวระยับอยู่บนท้องฟ้าต่อ
“พอผมอายุสิบเอ็ดปี ท่านก็เริ่มป่วยหนัก ตอนนั้นผมเสียใจมากๆ ท่านปลอบผมว่าย่าแค่จะไปเป็นดาวบนท้องฟ้าอยู่เป็นเพื่อนปู่เท่านั้นเอง ปู่เค้าไม่ได้เจอย่านานแล้วนะ จะได้ไปเล่าให้ฟังว่าหลานเก่งเหมือนปู่แค่ไหน จะคอยดูผมจากบนนั้นเสมอ ถ้าผมคิดถึงก็กระโดดไปหาท่านได้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านก็เสีย” ถึงตรงนี้ น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูจะเศร้าไปไม่น้อย
“จริงๆมันก็คงเป็นแค่คำปลอบใจของที่ผู้ใหญ่ใช้หลอกเด็กจากความเศร้าเท่านั้นแหละ แต่ว่ามันกลับกลายเป็นความฝันของผมไปซะได้”
“ดีจังเลยน๊า” ซึบาสะพึมพำเบาๆ และนั่นก็เป็นประโยคสุดท้ายของเราสองคนก่อนจะไปแยกกันกลับเข้าห้องในคืนนี้
***************
“นายกลับช้า” เสียงทักจากเพื่อนในห้องดังขึ้นทันทีที่ทาคิซาว่าปรากฏตัว ดวงตาคมแก้ความข้องใจของคำถามของเพื่อนให้ตัวเองด้วยการเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเกือบจะเที่ยงคืนก่อนจะเหลือบตาไปมองคนพูดที่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์แมสเสทหาแฟนตัวเองต่อ
“พอดีเพลินไปหน่อย” ดูท่าคำตอบของทักกี้คงจะแปลกประหลาดพอควร เพื่อนตัวดีถึงได้ยอมเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์เครื่องเล็กที่เต็มไปด้วยสายพวงกุญแจที่เหมือนกับของแฟน
“แปลกนะ” อีกฝ่ายพึมพำเบาๆแต่ก็ไม่ได้ซักอะไรต่อ เพียงแค่หันกับลงไปสนใจกับมือถือของตัวเองต่อเท่านั้น คนตัวขาวยักไหล่อย่างไม่ค่อยสนใจในคำพูดของเพื่อนเท่าไหร่ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบน้ำอีกรอบก่อนนอน
ทันทีที่เสียงประตูห้องน้ำดัง คนที่นั่งคร่ำเคร่งกับโทรศัพท์มือถือเมื่อครู่ก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคมเข้มฉายแววไม่ค่อยสบายใจออกมาเท่าไหร่นัก ทักกี้มีนิสัยที่ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัวสูง แต่การที่วันนี้ทักกี้แสดงความสนิทสนมกับโค้ชมากขนาดนั้นทั้งๆที่รู้จักกันมาได้ไม่กี่วันมันทำให้คนที่มาเข้าค่ายด้วยกันมองด้วยสายตาแปลกๆ และเขาเองก็ค่อนข้างจะแปลความหมายนั่นออกด้วย
...คนพวกนั้นกำลังคิดว่าทาคิซาว่าอาจจะอาศัยความสนิทสนมของตัวเองเป็นบันไดสู่ระดับชาติ...
จริงอยู่ว่านี่เป็นการมาเข้าค่ายเก็บตัวเพื่อนเข้าอินเตอร์ไฮ แต่ว่าสถานที่อย่างนี้เป็นสถานที่ชั้นเยื่ยมที่เด็กที่มีแววจะได้รับการผลักดัน และคนที่รู้จักกันในค่ายนั้นก็เป็นแค่คนที่รู้จักกันเพียงผิวเผินเท่านั้น ต่างคนก็มาจากต่างที่กัน พวกเขารู้ว่าทาคิซาว่าเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง และการที่อยู่ๆเจ้าตัวไปสนิทสนมกับโค้ชได้อย่างรวดเร็วนั้นมันก็ออกจะน่าสงสัยอยู่สักหน่อย แม้ว่าสำหรับตัวทาคิซาว่าเองแล้ว คนที่เจ้าตัวจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย ต้องเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วไม่อึดอัด และถ้าเจ้าตัวพอใจแล้ว ใครจะขัดไม่ได้
ดังนั้น การที่เขาจะเดินไปบอกอีกฝ่ายว่าคนอื่นคิดอะไร เพื่อนตัวดีก็คงจะไม่สนใจอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะเป็นการหาเรื่องทะเลาะกันเสียเปล่าๆด้วย
แต่เรื่องที่รบกวนจิตใจเขาอยู่มากกว่าเรื่องนั้นก็คือคำถามในตอนนั้นหนะสิ
ให้ตายเถอะ!!~
***************
...ครืด...
“อ้าว...วันนี้ไม่ใช่ทาคิซาว่าเหรอเนี่ย” คนที่อยู่ด้านในหันมามองผู้มาใหม่ อดแปลกใจนิดหน่อยไม่ได้ว่าที่ทักกี้หายตัวไประหว่างเวลาที่คนออกไปกินข้าวเพื่อมาที่นี่เองหรอกหรือ
“ครับ พอดีพ่อของทาคิซาว่ามาเยี่ยมหนะครับ” ชายหนุ่มตอบ น้ำเสียงเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย ยิ่งพอมองไปรอบๆแล้วไม่เห็นใครอยู่ในนี้ด้วยซักคนแล้ว ก็อดหนักใจกับบทสนทนาที่อาจจะมาถึงในไม่ช้าได้ ถึงแม้ว่าช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา คนผิวสีน้ำผึ้งตรงหน้านี่จะไม่เคยพูดเรื่องของทาคิซาว่ากับเขาอีกก็เลยเหอะ
“สบายจังเลยน๊า” ชายหนุ่มได้ยินเสียงอีกฝ่ายพึมพำเบาๆหลังจากได้ยินเสียงผิวน้ำกระเพื่อม เพียงแค่นั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีบทสนทนาอะไรอีก จนชายหนุ่มลุกขึ้นเดินออกไป
“ฮายามิคุง บอกมาเถอะ เค้ามีปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้าใช่มั๊ย??” มือสีเข้มชะงักค้างอยู่ที่บานประตูเมื่อได้ยินเสียงเรียก ร่างกายที่ควรจะผ่อนคลายหลังจากการแช่น้ำเกร็งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็เดินออกไปโดยไม่ได้หันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
“ใช่..ใช่มั๊ยหละ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างในพึมพำเบาๆหลังจากที่ได้ยินเสียงประตูปิด พลางหลับตาลงน้อยๆเหมือนจะหนีจากความจริง
***************
“พ่อนายว่ายังไงบ้างเรื่องเท้า” คนผิวเข้มเปิดประเด็นขึ้นมาทันทีทีก้าวขาเข้ามาในห้อง
“ก็ดีกว่าที่คิด” คนตัวขาวสบตาคนถามก่อนจะหลุบลงพลางนวดเบาๆที่ข้อเท้าที่ยังเห็นรอยแผลได้ชัด
...ดีกว่าที่ป๊าคิดไว้อีกนะเนี่ย...
จะอะไรก็ไม่ติดใจเท่ากับคำพูดของพ่อเขานั่นแหละ ท่าทางที่ดูตึงเครียดหายไปเกือบหมดทันทีที่ได้ตรวจข้อเท้าของเขาอย่างละเอียดจนพอใจ
“แค่นั้น” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบคำถามไปส่งๆ แม้อาการของข้อเท้าที่ไม่แย่ลงเท่าไหร่นักจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ใช่ว่าตัวเขาเองจะไม่รู้ถึงความร้ายแรงของอาการที่อาจจะเกิดกับข้อเท้าตัวเอง และก็ทำใจเตรียมรับเอาไว้มากพอสมควร แต่เรื่องที่รู้วันนี้นี่ออกจะเกินความคาดหมายไปหน่อย
“ก็ดีแล้วนี่หน่า”
“อือ” คนตัวขาวตอบรับพลางทิ้งตัวลงบนเตียงก่อนจะปิดตาลง
**************
“ดีใจด้วยนะ” คนผิวเข้มก้มหัวลงแสดงถึงความขอบคุณในคำชมนั้นก่อนจะส่งยิ้ม ใบหน้าคมที่ควรจะปรากฏรอยยิ้มหรืออะไรก็ตามที่แสดงถึงคนที่กำลังมีความสุขอย่างสุขล้นกลับไม่เป็นอย่างนั้น นอกจากนั้นยังแฝงไปด้วยความกังวลใจนิดๆอีกต่างหาก
เป็นไปตามความคาดหมายเกือบทุกประการเมื่อมีการประกาศรายชื่อคนที่ได้เป็นตัวจริงในการแข่งขันอินเตอร์ไฮในแต่ละพื้นที่ คนที่มีแววและเป็นตัวเต็งอันดับต้นๆได้รัยการคัดเลือกตามที่คาดหมายเอาไว้รวมทั้งโมโคมิจิด้วย แต่ว่าที่ไม่เป็นไปตามคาดหมายก็คงจะเป็นรายชื่อที่ควรจะปรากฏอยู่กลับไม่มีชื่อของคนตัวขาวอย่างที่คนทั่วไปคาดเอาไว้หนะสิ
ดวงตาสีเข้มมองอย่างคร่นคิดพลางเดินเข้าไปห้องน้ำเพื่อจะไปล้างหน้า แต่ว่ากลับได้ยินเสียงบทสนทนาบางอย่างที่ทำให้ต้องหยุดค้างแล้วเดินเข้าไปหลบอยู่แถวห้องน้ำนั่น
“รู้เรื่องที่ทาคิซาว่าไม่ได้เป็นตัวจริงรึยัง??” จากที่เห็น พวกนักกีฬาที่คุ้นหน้าอยู่ไม่น้อยกำลังจับกลุ่มคุยก็เรื่องที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ
“ไม่รู้ก็บ้าแล้ว แปลกจะตาย ทั้งๆทำสถิติดีอย่างนั้น แถมยังดูสนิทกับโค้ชดีอีกต่างหาก” เสียงตอบกลับมาอย่างเผ็ดร้อนในประเด็นแทรกตามมาและตามมาติดๆด้วยเสียงพึมพำแสดงความเห็นด้วย
“นั่นดิ”
“จริงๆก็เพราะว่าโค้ชนั่นแหละที่ทำให้ทาคิซาว่าไม่ได้ลงแข่ง รู้รึเปล่า” แต่จู่ๆประโยคนี้แหละ ที่ทำให้คนผิวเข้มต้องยืนหลบอยู่ในมุมห้องน้ำ
“อย่ามาบ้าน่า แกไปเอามาจากไหน” เสียงอีกคนสวนกลับทันที ท่าทางบอกว่าไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด
“รู้แล้วก็เงียบๆไว้หละ เมื่อวันก่อนตอนที่ชั้นกลับเข้าหอหนะ ชั้นได้ยินพวกอาจารย์คุยกันในห้องพักเรื่องคัดนักกีฬา” อีกฝ่ายเริ่มเล่าพลางกดเสียงให้เบาลง
“แกก็เลยแอบฟัง ใช่ป่ะ” เสียงเพื่อนในกลุ่มอีกคนขัดขึ้นมาเชิงหลอกด่า
“ก็เออสิ...แล้วชั้นจำได้แม่นเลยนะเว่ย ว่าตอนที่ชั้นได้ยินหนะ มีเสียงคนขัดขึ้นมาว่า ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ทาคิซาว่าเป็นตัวจริง” คนเล่าก็เลยด่ากลับไปอย่างรำคานิดก่อนจะเล่าต่อ
“จริงอ่ะ”
“พวกที่นั่นอยู่ข้างในทั้งห้องนะ ถามกันเยอะมากเลยว่าทำไม แต่ดูเหมือนคนที่คัดค้านก็ไม่ได้ตอบอะไร”
“แล้วโค้ชเกี่ยวอะไรด้วยวะ”
“หัดฟังให้จบก่อนได้มั๊ย ก็ตอนหลังเรื่องทั้งหมดมันจบที่ว่าชั้นได้ยินเสียงคุณโคอิจิบอกว่า ถ้าเป็นการตัดสินใจของอิมาอิคุง ผมก็ไม่มีอะไรจะคัดค้านหรอกครับ” เจ้าตัวหันไปพูดอย่างหงุดหงิดกับเพื่อนเป็นครั้งที่สองก่อนจะเล่าต่ออีกรอบ
“ห๊า...คุณโคอิจิหนะนะ ง่ายๆอย่างนั้นเชียว”
“เออ ก็คุณโคอิจินั่นแหละที่เป็นคนพูด ทีนี้ก็เลยไม่มีใครพูดอะไรอีกยังไงเล่า” เสียงคนกลุ่มนั้นค่อยๆเบาลงเป็นสัญญาณที่บอกว่าพวกนั้นเริ่มเดินไปไกลแล้ว ชายหนุ่มออกมาจากที่ซ่อนพลางเดินเข้าไปในห้องน้ำตามความตั้งใจแรก
ประตูห้องน้ำที่ปิดอยู่หนึ่งห้องทำให้ชายหนุ่มสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่ว่าความรู้สึกกังวลใจจากเรื่องราวที่ได้ยินคงจะมีมากกว่าชายหนุ่มจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ความไม่แน่ใจเรื่องที่ว่าโค้ชรู้รึเปล่าว่าข้อเท้าของทาคิซาว่ามีปัญหาหายไปหมดจนเจ้าตัวมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนๆนั้นรู้เรื่อง กำลังคิดอยู่ว่าถ้าทาคิซาว่าเกิดรู้เรื่องขึ้นมาจะเป็นยังไง แต่เสียงเปิดประตูห้องน้ำห้องที่ปิดอยู่ที่ด้งขึ้นก็ช่วยไขคำตอบให้ชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี
คนตัวขาวที่ริมฝีปากหยักขึ้นจนมักจะเหมือนวาดรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาสีหน้าบึ้งตึงจนหน้ากลัว ดวงตาคมตวัดมาจ้องตากับตัวเขาผ่านกระจกแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เจ้าตัวหมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว ไม่ทันที่โมโคมิจิจะได้พูดอะไรซักคำด้วยซ้ำ
แย่แล้วมั๊ยหละ!!
***************
“ขออนุญาตครับ”
“เข้ามาสิ” คนตัวบางที่อยู่ในห้องเพียงคนเดียวหันเก้าอี้กลับไปมองคนที่เปิดประตูเข้าห้องมา
“มีอะไรรึเปล่า??” คนผิวสีน้ำผึ้งหันไปถามอีกฝ่ายตามมารยาท แม้จะรู้อยู่แล้วว่ายังไงๆอีกฝ่ายก็คงจะต้องมาคุยเรื่องนี้เข้าให้อยู่ดี
“คุณรู้ได้ยังไง??” “กลับกันที่ว่าสิ่งที่ได้รับลับมา ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถามต่างหาก
2bcon
งงกันรึเปล่าเนี่ย
เบื่อรึเปล่า
คิดยังไงเม้นท์ทิ้งเอาไว้น๊า
พีเอส. วันเกิดปีนี้ของทักกี้เงียบๆไปรึเปล่า
พีเอส2. เรายังไม่หายเจ็บขาเลยอ่ะ ไปหาหมอมาแล้ว หมอบอกว่าห้ามเดิน ไม่งั้นต้องใช้เวลาเดือนกว่าจะหาย เจ็ยมากๆ เดินลำบากด้วย สงสัยเหลือเกินว่าทำไมตอนซึบาสะเส้นเนขาดถึงได้หายเวนัก
พีเอส3. อยากได้ดีวีดีคอน แต่ตัดใจซื้อไม่ลง มันอฃแพงเกินอ่ะง่วนนี้ สงสัยคงต้องรอของไทย
พีเอส4. happy birthday to TAKIZAWA HIDEAKI
wish you have gret life be healthy and happy all time
พีเอส5. สรุปก็ไม่ได้ไปงานมีทบอร์ด
พีเอส6. คิดถึงทุกคนจังเลย
ปล. หายเจ็บขาเร็วๆนะคะ
แล้วก้อไม่เห็นน่าเบื่อเลยค่ะ