ทั้งๆที่ตั้งใจจะไม่ให้เป็นแบบวันเกิดคาเมะจัง แต่ก็มาลงช้า ทั้งๆที่ตั้งใจจะไม่ลงอันใหม่ แต่ว่าเขียนไปเขียนมาทำไมมันยาวอย่างนี้เนี่ย!! สุดท้ายคิดไปคิดมา ลงหน้าใหม่ก็ได้ ทั้งๆที่ไม่อยากแยกเลยเชียว แต่ว่าเราคงเอามาลงใหม่ทั้งหมดนะค่ะ ยังไงก็อยากให้อ่านต่อๆกัน ถ้าใครที่อ่านค้างอยู่ก็เลื่อนลงมาได้เลยนะค่ะ
เพราะการเรียนเลขทีละสี่ชั่วโมงทำให้เราเบลอ(ข้ออ้าง) เลยมาต่อฟิคช้า แต่ขอบอกว่าลืมเวลาจริงๆนะนั่น เพิ่งมาสปีดอัพตัวเองอย่างสุดๆตอนที่ตระหนักได้จากการเปิดเน็ตแล้วเข้าไปเห้นกระทู้แฮบพีจัง
อ๊ากกกกกกกกก
บ้าไปเลย ทั้งๆที่จะแต่งแฮบพีจัง แต่ว่าของเฮียยังไม่เสร็จเลยอ่ะ โชคดีที่วันสองวันนี้เราหยุดเลยมาปั่นต่อจนเสร็จจนได้
ไม่รุ้ว่าจะมีใครรู้สึกรึเปล่า แต่เรารู้สึกว่าสำนวนการแต่งของเรามันเปลี่ยนไปอ่ะ เป็นครั้งแรกที่เขียนเรื่องสไตล์อย่างนี้ คาแรกเตอร์ของทั้งสองคนก็แสนจะเขียนยาก คนนึงก็โลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยพูด นิสัยเอาแต่ใจนิดๆ(เหรอ?)ตามประสาลูกคนเดียวของคนมีอันจะกิน อีกคนก็ออกแนวเงียบๆ เรื่อยๆ เย็นๆ ไม่ค่อยพูดอะไรเท่าไหร่เหมือนกัน แถมยังชอบคิดมากอีกต่างหาก เพราะเขียนคาแรกเตอร์แบบนี้แหละทำเอาเรามือกุมขมับอยู่นานทีเดียวว่าจะเขียนให้แสดงออกมายังไงดีหว่า จะบอกรักยังไงดีกว่า ยากชะมัด ก็เป็นแนวที่ออกผู้ใหญ่ๆหน่อยมั๊ง เขียนนานมากกว่าจะหลุดออกมาซักประโยค ลบเข้าลบออกอยู่หลายรอบเลยแหละ
แถมเพราะช่ววงนี้เรากลับไปติดฟิคแฮร์รี่อีกครั้ง พระเจ้า..ข้าพเจ้ากลับไปหลงเสน่ห์เดรโก มัลฟอยอีกแล้ว เราได้ไอเดียวเรื่องภาษาฝรั่งเศส(ทั้งๆที่ภาษาไทยกับอังกฤษก็แทบไม่รอด555+)มาจากฟิคที่มีมัลฟอยเป็นตัวหลักนี่แหละ ขอให้เครดิตไว้ตรงนี้เลยนะค่ะ แต่เราจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไรอะ จำได้แต่แปลว่าแบบนี้
ตอนเราเขียนรู้สึกว่ามีอะไรอยากจะคุยกับคนอ่านเยอะมากๆเลยนะเนี่ย แต่ว่าพอมาตอนนี้ทีไรนึกไม่ออกทุกที ไม่รู้ว่ามีคนอ่านรึเปล่าเพราะคนเมนท์น้อยเหลือเกิน แต่ว่าก็ขอโทษสำหรับคนที่รอฟิคเรื่องนี้อยู่แล้วกันนะค่ะที่มาลงช้า
อ่านกันสนุกๆนะค่ะ
title :: be my angel
author :: miharu
charactor :: tackey & tsubasa
category :: happy birthday to takizawa hideaki
แม้เวลานี้จะเป็นเวลาเกือบจะเย็นอยู่รอมร่อ แต่ว่าแสงแดดที่ไม่ได้แผดเผาน้อยลงไปจากตอนกลางวันเลยนั้นเป็นสิ่งที่จะพอบอกได้ว่า หน้าร้อนมาถึงแล้ว…
ชายหนุ่มในชุดหลากหลายสีสันที่เคยวิ่งไปวิ่งมาเมื่อประมาณสองสามชั่วโมงก่อน ตอนนี้นั่งกันหน้าสลอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นหญ้าอย่างหมดพลังงานด้วยความร้อน และทำท่าว่าจะลงไปนอนแผ่ราบบนพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่มในอีกไม่ช้าด้วย
ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
“เอ้า กระฉับกระเฉงกันหน่อย อย่ามานอนอืดกันแถวนี้ นี่พวกนายมาเข้าค่ายเก็บตัวนักกีฬาตอนฤดูร้อนไม่ใช่เหรอไงห๊า???” เสียงบ่นยาวยืดหลังเสียงนกหวีดแสบแก้วหูช่วยแกะชายหนุ่มที่กำลังนอนอืดขึ้นมาได้บางส่วน
“ใครเป็นนักกีฬากระโดดสูงมาทางนี้ด้วย โค้ชของพวกนายมาแล้ว” คนที่ถูกเรียกค่อยๆพาสังขารของตัวเองผ่านอากาศร้อนระอุที่ตอนนี้คิดว่าไม่ค่อยต่างจากทะเลทรายเท่าไหร่มาที่ข้างบาร์กระโดดอย่างเชื่องช้า
“นี่อิมาอิ ซึบาสะ โค้ชในการเก็บตัวซ้อมในครั้งนี้ของพวกนายจนกว่าจะถึงการแข่งขันจริง” คนที่ถูกเรียกว่าเป็นโค้ชเดินออกมาจากทางด้านหลังของบาร์กระโดด แม้จะมีเสื้อวอร์มแขนยาวเหมือนที่นักกีฬาทั่วไปใช้ใส่ทับไว้อีกชั้น แต่ว่าโครงร่างที่เห็นนั้นเพรียวบางอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“อิมาอิ ซึบาสะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ใบหน้าภายใต้หมวกแก๊บปีกกว้างยิ้มให้น้อยๆก่อนที่จะก้มตัวลงตามมารยาท
ผิวสีน้ำผึ้งอาบกับแสงอาทิตย์ส่องให้ร่างบางๆตรงหน้านี่ดูผุดผ่องมากขึ้นไปอีก
“สำหรับนักกีฬาปีนี้ก็มีอยู่เท่านี้หละครับ” คนที่เป็นเหมือนผู้จัดการหลักของค่ายในครั้งนี้คุยกับคนที่เป็นโค้ชสั้นๆ เจ้าตัวก้มลงดูกระดาษในมือที่เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นรายละเอียดส่วนตัวของนักกีฬาพลางชำเลืองมามองพวกเราเป็นระยะ
หลังการสนทนาไม่นานนัก คนในสนามที่เหลืออยู่ก็มีแค่ไม่กี่คน มือเรียวถอดเอาหมวกแก็บปีกกว้างออกเมื่อดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงอยู่เมื่อครู่้นั้นเริ่มคล้อยตัวลงต่ำ ดวงตากลมโตที่ไม่มีอะไรมาเป็นปราการบดบังกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่่ตรงหน้าของนักกีฬาแต่ละคน
“วันนี้ท่าทาพวกนายคงจะเหนื่อยมามากแล้ว พักก่อนก็แล้วกัน” ริมฝีปากอิ่มขยับเป็นคำพุดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่เจ้าตัวจะหันหลังแล้วเดินออกไปจากสนาม
“ผิดคาดหวะ!!” เสียงพูดคุยดังขึ้นทันทีตามประสาปากวัยรุ่นที่อยู่ไม่ค่อยจะสุข
“นั่นดิ” และเสียงนั่นยังคงแว่วติดกันดังมาเป็นระยะแม้ว่าผมจะพาตัวเองออกไปห่างจากวงสนทนาแล้วก็ตาม
“ยังไม่หายเจ็บขาอีกเหรอ?? ทักกี้” ชายหนุ่มผิวสีน้ำตาลเข้มเอ่ยปากถามพลางนั่งลงที่ว่างข้างๆของม้านั่ง
“ก็นิดหน่อยหนะ” นิ้วแข็งแรงก้มลงลูบเบาๆบริเวณรอยแผลเป็นเส้นนูนเห็นได้ชัด บริเวณที่เป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดสำหรับนักกระโดดสูง...ข้อเท้า
“นายน่าจะพักก่้อน ไม่น่ารีบมาเข้าค่ายเก็บตัวเลย”
“พูดมากจริง หมอยังไม่ว่าอะไรเลย” ตาเข้มมีเสน่ห์ตวัดกลับมามองคนพูดที่ยังคงเหม่อมองแส้นขอบฟ้าที่กำลังจะเลือนลับหายทันทีที่ได้ยินคำตอบ ก็หมอทีว่าหนะก็พ่อแก ถ้าไม่รู้นิสัยแกว่าเรื่องเอาแต่ใจไม่มีใครเกินของแก แล้วไอ้บ้าที่ไหนจะรู้ว่ะ คนผิวสีเข้มสวยบ่นขมุบขมิบ
“เออ..ช่างแกเหอะ อยากทำอะไรก็ทำ ว่าแต่ไปหาอะไรกินกันหน่อยดีกว่า หิวแล้ว” ชายหนุ่มว่าพลางลุกขึ้นเดินนำไปที่บริเวณทางออก
...ถึงเวลาจะไม่เคยเดินคอยใคร แต่ว่าพรสวรรค์ที่มีมันก็ไม่ได้หายไปพร้อมกับเวลาซักหน่อย...
คนตัวขาวดึงถุงเท้าขึ้นมาปิดรอยแผลพลางส่ายหน้าแรงๆเหมือนจะไล่เสียงที่มันก้องอยู่ในหัวออกไป หาอะไรกินให้ปากมันไม่ว่างก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน
***************
ครืด...
เสียงประตูเลื่อนถูกเปิดออกเบาๆเรียกสายตาคนที่อยู่ข้างในได้เป็นอย่างดี แม้ว่าด้วยควันสีขาวจากความร้อนของไอน้ำที่เบาบางจะลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบๆ แต่ว่าทักกี้กลับรู้ได้ทันทีว่าใครอยู่ข้างใน
“รบกวนด้วยนะครับ” ชายหนุ่มว่าพลางก้มหัวลงนิดๆ อย่างน้อยก็คงจะอายุมากกว่า แล้วก็ไม่ใช่เพื่อนเล่น แม้ว่าจะถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจมากแค่ไหน แต่ว่าเรื่องมารยาท ทักกี้มั่นใจว่าตัวเขาเองไม่มีที่บกพร่องเลยทีเดียว
ครืด...
เสียงประตูถูกเลื่อนปิดลงอีกครั้งตามด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆของคนที่เดินเข้ามา ในสถานที่ที่เป็นค่ายเก็บตัวนักกีฬาแห่งนี้ บ่อน้ำร้อนกึ่งซาวน่านี่ถือว่าเป็นสวรรค์สำหรับร่างกายที่เมื่อยล้ามาทั้งวันทีเดียว
“สุภาพจังนะ” เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นเบาๆท่ามกลางความเงียบที่กินเวลากว่าสิบนาที ทาคิซาว่าเลิกคิ้วขึ้นนิดนึง
ก่อนจะหลับตาลงด้วยท่าทางสบายใจ
“ครับ อย่างน้อยคุณก็คงอายุมากกว่าผม” ชายหนุ่มตอบ บิดตัวเบาๆด้วยความเมื่อยล้า
“แค่ปีกว่าๆเอง”
...
“ตกใจหละสิ” เสียงเหมือนผ้าร่วงลงน้ำนั่นพอจะบอกได้ดี
“นิดหน่อยครับ” ทักกี้พูดพลางหันไปมองคนที่อยู่ในห้องเดียวกันเต็มๆตาเป็นครั้งแรก แต่สิ่งที่พอจะรับรู้ได้ด้วยสัมผัสทั้งห้าของเขาในตอนนี้ก็คงเป็นแค่เสียงหัวเราะเบาๆกับกลิ่นหอมๆที่ไม่แน่ใจว่ามาจากผงสำหรับแช่ตัวรึเปล่าท่านั้นเอง
“ทำไมไม่ไปกินข้าวหละ นี่มันเวลากินข้าวไม่ใช่หรือ??”
“ตอนนี้ที่นี่ไม่มีคนนี่ครับ อีกอย่าง ผมหาอะไรรองท้องเอาไว้แล้ว” ทักกี้ตอบพลางผ่อนตัวแล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง แม้ว่าบทสนทนาระหว่างพวกเค้าสองคนจะไม่ได้มีสาระหรือเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก ออกจะนั่งเงียบมากกว่า แต่มันก็เป็นบทสนทนาที่ลื่นไหลแล้วทักกี้ก็รู้สึกว่ามันช่างชวนให้ผ่อนคลายเสียจริง
“อ๊า...คิดเหมือนกัันเลยแฮะ” เสียงนุ่มทุ้มตอบกลับมาแตกต่างจากโค้ชทั่วไปที่เคยรู้จัก ไม่สิ ไม่เหมือนโค้ชเลยมากกว่า
“คงต้องขึ้นแล้วหละนะ” เสียงนุ่มๆดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ทักกี้จะเห็นเงาคนเิดินผ่านไปรางๆตามด้วยเสียงเปิด-ปิดประตู นานๆครั้งที่คนที่ชอบความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูงอย่างทักกี้รู้สึกเหมือนไม่ถูกรุกรานความเป็นส่วนตัวทั้งๆที่นั่งกันอยู่ใกล้แค่นี้
แม้ว่าอาจเป็นเพราะบทสนทนาที่ได้ยินเพียงแค่เสียง ไม่โดนจับจ้องก็ตาม
***************
สายลมฤดูร้อนในช่วงเช้าไม่ได้ทำให้รู้สึกเหนียวตัวมากนัก แถมยังหอบเอากลิ่นอายธรรมชาติที่ชวนให้สดชื่นมาอีกด้วย แต่คงไม่ใช่กับคนที่เหงื่อไหลย้อยและกำลังพุ่งสมาธิอยู่กับการภาวนาให้ขนาดของสนามฝึกซ้อมเล็กลงซักครึ่ง
แสงแดดอ่อนๆที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าสาดส่องลงมาช่วยให้บริเวณรอบๆอาบไปด้วยสีทองสวยจับตา แต่กับคนที่เคลื่อนไหวร่างกายไม่หยุดมาหลายสิบนาทีแบบนี้ไอ้แสงแดดบ้าๆนี่ช่างเพิ่มอุุุณหภูมิชวนให้น่าหงุดหงิดเสียจริงๆ
ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ดวงตาหลายคู่ที่มองตรงไปข้างหน้าพราวระยับด้วยความดีใจเหมือนเด็กได้ของเล่นไม่มีผิดทันทีที่ได้ยินเสียงนกหวีดลากยาว ขาหลายคู่สาวเท้าขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉงกะทันหันเมื่อมองเห็นถังน้ำสำหรับนักกีฬาที่วางอยู่ไม่ไกลและม้านั่งสีอ่อนบริเวณที่ไม่มีแสงแดด
“คลายกล้ามเนื้อซะให้พร้อม อีกสิบนาที ทานากะคุงมาหาชั้นด้วย ส่วนคนอื่นก็ไปนั่งพักก่อนได้” ผู้เป็นโค้ชสั่งก่อนจะเดินไปนั่งตรงส่วนที่แยกออกมาจากสนาม เวลาเดินผ่านไปจะเกือบเที่ยง นักกีฬาหลายคนก็เดินเข้าไปคุยกับโค้ช คนนึงเกือบสิบห้านาที พอเดินออกมาแต่ละคนก็ทำตามคำสั่งที่ได้รับมาแตกต่างกันไป
“คนสุดท้ายแล้ว ฮายามิคุง” ชายหนุ่มตัวสูงลุกขึ้นทันที่ที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเอง เจ้าตัวทิ้งผ้าขนหนูผืนนุ่มเอาไว้บนม้านั่งก่อนจะก้าวยาวๆไปที่ริมาสนาม
“ทาคิซาว่าคุงหนะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า??” คำถามหัวข้อทั่วๆไปผ่านมาเรื่อยๆจนมาถึงข้อนี้ คิ้วสีเข้มของคนที่ถูกถามเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัยก่อนที่จะตัวจะหลบสายตาลงต่ำ
“ไม่มีนี่ครับ” แต่ก็แค่เพียงชั่วครู่เท่านั้น
“ปฏิกิริยาสมกับเป็นนักกีฬาดีนะ ไม่ให้คนอื่นอ่านเกมจากสายตาหนะ” ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ แต่รู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่มันระรัวเร็วขึ้นอยู่ในอก ถึงจะแวบเดียวเท่านั้น แต่ว่าก็พอจะรับรู้ถึงสายตาแปลกๆที่มองมาได้
“อย่าลืมหละ ต้องทำทุกวันรู้หรือเปล่า??”
“ครับ” เจ้าตัวรับคำน้อยๆก่อนจะเดินมารวมกลุ่มกับเพื่อน
***************
“โชคดีชะมัดที่ตารางฝึกของชั้นไม่หนักเท่าไหร่” ชายหนุ่มผิวขาวเปรยอย่างอารมณ์ดี คนที่เดินมาข้างกันคว้าเอาใบขาวๆในมืออีกฝ่ายขึ้นมาดู คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันน้อยๆอย่างใช้ความคิด จะว่าสบายกว่าคนอื่นก็ไม่ใช่ เพียงแค่ทักกี้อาจจะไม่ได้สังเกตก็เท่านั้นเอง ว่าตารางฝึกของทักกี้แทบจะไม่มีการออกกำลังการช่วงข้อเท้าเลยซักนิด
“เออ โชคดีชะมัดเลย” ชายหนุ่มพึมพำพลางส่งกระดาษคืนให้เจ้าของ ซ่อนสายตาที่เริ่มมีความไม่แน่ใจด้วยการมองตรงไปข้างหน้าที่เป็นทางเดินที่โอบล้อมไปด้วยพื้นหญ้าเขียวขจี สู่หอพักนักกีฬา
“แล้วแกคุยอะไรกับโค้ชบ้างหละ” ทาคิซาว่าเหลือบมองคนถามด้วยความสงสัยน้อยๆกับคำถามที่ได้ยิน เพราะปกติคนที่เดินอยู่ข้างๆเขานี่ไม่ใช่คนที่ใส่ใจเรื่องประเภทนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็พบเพียงแค่สายตาที่มองทอดยาวไปข้างหน้าเท่านั้น
“ก็ทั่วๆไปนั่นแหละ คล้ายๆกับที่คุยกับโค้ชเกือบทุกคน” คนฟังเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆแต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าโค้ชคนนั้นก็อาจจะยังไม่แน่ใจสินะ
“ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วย”
“แบบไหน?” ชายหนุ่มพยายามพูดเสียงที่ธรรมดาที่สุด ก่อนจะเหลือบตามามองข้างๆพลางทิ้งสายตาลงข้างๆนิดนึงเหมือนทุกครั้งอย่างที่ต้องการจะยั่วโมโหคนข้างๆนี่ อาจจะเป็นเพราะส่วนสูงที่ต่างกันพอสมควร ไม่ใช่ทักกี้หรอก แต่เป็นตัวเขาเองต่างหากที่สูงเกินกว่ามาตรฐานของคนญี่ปุ่นทั่วไป
“คิดถึงแฟนหละสิ” คนตัวสูงกว่าแปลกใจนิดๆที่ไม่ได้รับการกระทบกระแทกจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนข้างๆ ใจหายวาบเมื่อนึกว่าทักกี้อาจจับได้ว่ามีอะไรพิรุธ แต่พอหันกลับมาเห็นสีหน้ายียวนกวนบาทาของอีกฝ่ายพร้อมกับเสียงล้อเลียนเข้าก็รู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อมันกระตุกแปลกๆ
“เหอะ แกหาแฟนให้ได้ก่อนเหอะแล้วค่อยมายุ่งเรื่องแฟนชั้น” คราวนี้ไม่ต้องหันมาดูปฏิกริยาของอีกฝ่ายเลยเพราะโมโคมิจิรู้สึกถึงแรงกระแทกบริเวณหัวไหล่ดังปั๊ก!!
ปิ๊บๆๆๆ
เสียงแมทเสทเปรียบเสมือนเสียงระฆังดังหมดยกที่หยุดขายาวๆของคนผิวเข้มที่กำลังจะฟาดลงไปกระทบอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนตัวขาวได้เป็นอย่างดี สายตาคมดุมองอีกฝ่ายอย่างเหมือนจะบอกว่าโชคช่วยนะแกก่อนจะหยิบเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเปิดดู
...เหนื่อยรึเปล่า?? มิฮะจัง...
“ยิ้มอย่างนี้ มิฮะจังหละสิ” คนตัวขาวมองมาพลางหลิ่วตาล้อเลียน
“อิจฉาเหรอไง” น้ำเสียงเยาะเย้ยอย่างเห็นได้ชัด เขม่นกันไปเขม่นกันมาทั้งคู่ก็อดระเบิดหัวเราะออกมาไม่ได้
“น่าอิจฉาชะมัด” สุดท้ายคนตัวขาวก็เป็นฝ่ายเปรยออกมาเบาๆเสียเอง
***************
“หิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย” คนตัวเข้มพึมพำพลางลูบบริเวณหน้าท้องเรียบๆของตัวเอง ในเวลาพลบค่ำ หลังจากที่หลายๆคนพักผ่อนกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้าหลังจากการซ้อมอันเหน็ดเหนื่อย เด็กหนุ่มกลุ่มใหญ่ก็พากันเดินส่งเสียงโหวกเหวกตามประสาผู้ชายวัยรุ่นทั่วไปสลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะ ส่วนเป้าหายก็คือร้านอาหารแสนอร่อยที่เหมาะแก่การเติมพลังงานที่สูญหายให้กลับมาเหลือล้นอีกครั้ง
“อ้าว...นั่นซึบาสะนี่หน่า” คนตัวขาวพึมพำเบาๆ คนสามสี่คนที่ยืนอยู่รอบๆหันมามองหน้าทักกี้ก่อนจะมองตามสายตาคนตัวขาวเข้าไป หลายคนแสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ที่พบว่าคนที่ทักกี้พูดถึงนั้นคือโค้ชของพวกเขาเองรวมทั้งโมโคมิจิด้วย แต่ที่แปลกใจไปกว่านั้นก็คือ สรรพนามที่ทักกี้ใช้เรียกขานอีกฝ่ายนี่สิ
ไม่รู้ว่าเป็นเพระอะไร ร้านที่คนตัวบางที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนหลายคนโดยไม่รู้ตัวนั่งฝากท้องอยู่นี้ดันเป็นร้านเป้าหมายในมื้ออาหารค่ำเสียด้วย และแน่นอน มันเป็นไม่ได้อยู่แล้วที่เด็กผู้ชายจำนวน 6-7 คนที่กำลังส่งเสียงเฮฮาได้ที่เข้ามาแล้วจะไม่เป็นจุดสนใจของร้าน
“อ้าว..ทักกี้” คนผิวสีน้ำผึ้งที่นั่งอยู่หน้ากระทะเตาย่างที่มีเนื้อส่งกลิ่นหอมยั่วยวนทักคนตัวขาวที่เดินเข้ามาเป็นคนแรกก่อนจะก้มหัวน้อยๆพอเป็นพิธีให้กับเด็กผู้ชายอีกหลายคนที่ก้มหัวให้เมื่อเห็นเขา
“มานั่งด้วยสิ” การทักทายกันที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่นาทีคงจะจบลงและไม่มีอะไรมากกว่านี้ถ้าเกิดว่าเสียงนุ่มๆไม่พูดขึ้นตอนที่ขบวนของเด็กหนุ่มกำลังจะเดินผ่าน หลายคนหันมามองหน้าอย่างฉงนในคำชวนนัก แต่ไม่นานก็ตัดสินใจได้ว่าจะเดินต่อไปหาเก้าอี้ว่างๆให้ตัวเองได้แล้ว ยกไว้คนตัวขาวที่เลิกคิ้วน้อยๆกับคำชวนนั่นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามคนชวนที่มีเพียงแค่ตัวเดียว
“ช่วยจัดจานเพิ่มให้ด้วยครับ” คนผิวน้ำผึ้งยกมือเรียกบริกรในร้านพลางใช้มืออีกข้างจับตะเกียบพลิกเนื้อที่เริ่มเปลี่ยนสีอยู่บนเตา
“ทานสิ” เนื้อย่างกลิ่นหอมกรุ่นติดมันน้อยๆลอยขึ้นจากเตามมาวางแปะในจานของทักกี้ที่เพิ่งมีเด็กเสริฟยกมาวาง คนตัวขาวพึมพำขอบคุณเบาๆก่อนจะคีบเนื้อสีสวยเข้าปาก
“ดื่มกันมั๊ย” คนตัวขาวเอ่ยชวนอีกฝ่าย
“เอาสิ ไม่ได้ดื่มนานแล้วเหมือนกัน” อีกฝ่ายตอบกลับมาสั้นๆเมื่อนึกได้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดพัก ไม่นานแก้วที่มีไอเย็นเกาะก็ตั้งอยู่หน้าคนสองคน มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบก่อนที่จะชนแก้วกับอีกฝ่ายเบาๆ
“ทำไม คุณถึงเลิกเล่นกระโดดสูง” ทักกี้เอ่ยขึ้น มือเรียวที่กำลังคีบเนื้อหอมกรุ่นจากเตาชะงักเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะตอบอะไร เจ้าตัวจึงก้มลงกินมื้อเย็นของตัวเองต่อไป ในโต๊ะของสองคนไม่ได้มีเสียงโหวกเหวกโวยวายเหมือนโต๊ะอื่นๆที่อยู่ข้างเคียง แต่มันเป็นมื้อเย็นที่การสนทนาของคนสองคนไม่ต่างอะไรกับที่คุยกันที่ห้องกึ่งซาวน่านั่น
“ไปเดินเล่นกันหน่อยมั๊ย” ชายหนุ่มที่เป็นคนขวนเขานั่งกินข้างกล่าวชวนเขาเป็นครั้งที่สองของวัน คนตัวขาวไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่เดินตามอีกฝ่ายเท่านั้น
ในสนามกว้างที่มองเห็นยามค่ำคืนแบบนี้ หญ้าสีเขียวชอุ่มก็ดูคล้ายกับพื้นพรมนุ่มนิ่ม ชายหนุ่มสองคนทิ้งตัวลงนั่งพลางมองบรรยากาศรอบๆที่แตกต่างกับตอนกลางวันอย่างเห็นได้ชัด สายลมพัดเบาๆคลอกับเสียงเสียดสีของใบไม้ทำให้รอบด้านดีผ่อนคลาย ทั้งคู่ไถลตัวลงไปนอนกับพื้นหญ้าอย่างเกียจคร้าน ปล่อยให้ท้องฟ้าสีเข้มที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวโอบล้อมพวกเขาเอาไว้อย่างนั้น
“รู้รึเปล่า พ่อแม่ของชั้นเคยตามหาตัวชั้นให้วุ่น เพราะเปิดประตูห้องเข้ามาตอนสองทุ่มกว่าๆแล้วลูกชายอายุ 11 ขวบหายตัวไปจากที่นอนนุ่มอุ่นที่ควรจะอยู่หละ” จู่ๆเสียงนุ่มทุ้มก็พูดขึ้นมา เหมือนทุกๆครั้งที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน อยากพูดก็พูด ไม่เคยก้าวข้ามความเป็นส่วนตัวของกันและกัน
“แล้วเด็กชายอายุ 11 ขวบหายตัวไปไหนหละ” คนตัวขาวถามออกมาหลังจากปล่อยให้วงออเครสตราตามธรรมชาติได้มีโอกาสบรรเลงเพลงขับกล่อมอยู่ระยะหนึ่ง
“เด็กชายคนนั้นคงพยายามจะคว้างดาวยามค่ำคืนอยู่มั๊ง” คนตอบติดหัวเราะของอีกฝ่ายไม่ได้ช่วยให้คนตัวขาวเข้าใจสักเท่าไหร่นัก
“คุณพ่อคุณแม่ของเด็กชายคนนั้นเจอลูกตัวเองอยู่ที่สนามกีฬาแถวๆบ้าน กำลังเล่นกระโดสูงอยู่คนเดียวกลางแสงจันทร์หละ” น้ำเสียงที่ผ่อนคลายของอีกฝ่ายช่วยแก้ข้อข้องใจให้คนตัวขาวที่นอนดูดาวอยู่ด้วยกันข้าง
“ไม่น่าเชื่อเลยแฮะ” คนตัวขาวว่าอย่างนั้นก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา
“อะไรทำให้ซึบาสะชอบการกระโดดสูงขนาดนั้นหละ” ถ้าไม่นับคำชวนดื่มเบียร์ นี่คงเป็นคำถามที่สองที่ชายหนุ่มถามอีกฝ่าย ต่างกับคำถามแรกนิดหน่อยตรงที่คำถามนี้ถามถึงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ตอนจบ
“อยากคว้าดาวมั๊ง” คนตัวบางเงียบไปซักพักก่อนจะพูดออกมา ได้ยินชายหนุ่มข้างตัวพึมพำว่าน้ำเน่าชะมัดก่อนหัวเราะเบาๆ
“ชั้นแค่หลงรักท้องฟ้าหละมั๊ง อยากจะสัมผัสสิ่งที่สวยงามอย่างนั้นดูซักครั้ง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะคว้าเอาเข้ามากอด แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องขึ้นไปดูใกล้ๆให้เห็นกับตาแทน”
“โรแมนติกจังนะ”
“ไหนเมื่อกี้บอกว่าน้ำเน่าไง” คนผิวสีน้ำผึ้งสวนขึ้นมาทันควันที่ได้ยินเสียงคนตัวขาวพึมพำเบาๆ เรียกเสียงหัวเราะของคนสองคนอีกครั้งในคืนนี้
“แล้วนายหละ?”
“ก็คงอยากคว้าดาวเหมือนกันมั๊ง” คนตัวขาวพูดสบายๆ แต่คำพูดลอกอีกฝ่ายมาไม่ผิดเพี้ยน
“ไม่ได้ล้อเล่นนะ พูดจริงๆ” ทาคิซาว่าโวยวายเล็กน้อยเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปในน้ำเสียงอีกหน่อย ขัดอีกฝ่ายที่กำลังจะอ้าปากให้หุบลงแต่โดยดี
“เมื่อก่อนผมกับคุณย่าสนิทกันมากๆ ตอนสาวๆท่านเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้นักกีฬากระโดดสูงระดับชาติ ซึ่งก็คือปู่ของผมแหละ แต่ปู่ผมเสียไปแล้ว เพราะงั้น เวลาที่ท่านคิดถึงปู่ ท่านก็มักจะพาผมไปเล่นกระโดดสูงเสมอ ผมสนุกมากๆทุกครั้งที่ได้เล่น รู้สึกสนุก และผมคงจะทำมันได้ดีพอควรเลย ท่านถึงยิ้มกว้างให้ผมทุกครั้ง ท่านชอบบอกว่าผมหนะ ถอดแบบมาจากปู่เป๊ะเลย ต้องได้เป็นนักกีฬาระดับชาติเหมือนปู่แน่ๆ แต่นั่นมันก็แค่ความรัสึกปลื้มในคำชมของเด็กเจ็ดขวบเท่านั้นแหละ” คนตาวขาวเริ่มเล่าไปเรื่อยๆ น้ำเสียงแสดงความสุขอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วเกี่ยวอะไรกับคว้าดาวหละ” คนผิวสีน้ำผึ้งหันหน้ามามองผมพลางถามก่อนจะหันไปสนใจกับดวงดาวที่พราวระยับอยู่บนท้องฟ้าต่อ
“พอผมอายุสิบเอ็ดปี ท่านก็เริ่มป่วยหนัก ตอนนั้นผมเสียใจมากๆ ท่านปลอบผมว่าย่าแค่จะไปเป็นดาวบนท้องฟ้าอยู่เป็นเพื่อนปู่เท่านั้นเอง ปู่เค้าไม่ได้เจอย่านานแล้วนะ จะได้ไปเล่าให้ฟังว่าหลานเก่งเหมือนปู่แค่ไหน จะคอยดูผมจากบนนั้นเสมอ ถ้าผมคิดถึงก็กระโดดไปหาท่านได้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านก็เสีย” ถึงตรงนี้ น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูจะเศร้าไปไม่น้อย
“จริงๆมันก็คงเป็นแค่คำปลอบใจของที่ผู้ใหญ่ใช้หลอกเด็กจากความเศร้าเท่านั้นแหละ แต่ว่ามันกลับกลายเป็นความฝันของผมไปซะได้”
“ดีจังเลยน๊า” ซึบาสะพึมพำเบาๆ และนั่นก็เป็นประโยคสุดท้ายของเราสองคนก่อนจะไปแยกกันกลับเข้าห้องในคืนนี้
***************
“นายกลับช้า” เสียงทักจากเพื่อนในห้องดังขึ้นทันทีที่ทาคิซาว่าปรากฏตัว ดวงตาคมแก้ความข้องใจของคำถามของเพื่อนให้ตัวเองด้วยการเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเกือบจะเที่ยงคืนก่อนจะเหลือบตาไปมองคนพูดที่ก้มหน้าก้มตาพิมพ์แมสเสทหาแฟนตัวเองต่อ
“พอดีเพลินไปหน่อย” ดูท่าคำตอบของทักกี้คงจะแปลกประหลาดพอควร เพื่อนตัวดีถึงได้ยอมเงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์เครื่องเล็กที่เต็มไปด้วยสายพวงกุญแจที่เหมือนกับของแฟน
“แปลกนะ” อีกฝ่ายพึมพำเบาๆแต่ก็ไม่ได้ซักอะไรต่อ เพียงแค่หันกับลงไปสนใจกับมือถือของตัวเองต่อเท่านั้น คนตัวขาวยักไหล่อย่างไม่ค่อยสนใจในคำพูดของเพื่อนเท่าไหร่ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบน้ำอีกรอบก่อนนอน
ทันทีที่เสียงประตูห้องน้ำดัง คนที่นั่งคร่ำเคร่งกับโทรศัพท์มือถือเมื่อครู่ก็เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคมเข้มฉายแววไม่ค่อยสบายใจออกมาเท่าไหร่นัก ทักกี้มีนิสัยที่ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัวสูง แต่การที่วันนี้ทักกี้แสดงความสนิทสนมกับโค้ชมากขนาดนั้นทั้งๆที่รู้จักกันมาได้ไม่กี่วันมันทำให้คนที่มาเข้าค่ายด้วยกันมองด้วยสายตาแปลกๆ และเขาเองก็ค่อนข้างจะแปลความหมายนั่นออกด้วย
...คนพวกนั้นกำลังคิดว่าทาคิซาว่าอาจจะอาศัยความสนิทสนมของตัวเองเป็นบันไดสู่ระดับชาติ...
จริงอยู่ว่านี่เป็นการมาเข้าค่ายเก็บตัวเพื่อนเข้าอินเตอร์ไฮ แต่ว่าสถานที่อย่างนี้เป็นสถานที่ชั้นเยื่ยมที่เด็กที่มีแววจะได้รับการผลักดัน และคนที่รู้จักกันในค่ายนั้นก็เป็นแค่คนที่รู้จักกันเพียงผิวเผินเท่านั้น ต่างคนก็มาจากต่างที่กัน พวกเขารู้ว่าทาคิซาว่าเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง และการที่อยู่ๆเจ้าตัวไปสนิทสนมกับโค้ชได้อย่างรวดเร็วนั้นมันก็ออกจะน่าสงสัยอยู่สักหน่อย แม้ว่าสำหรับตัวทาคิซาว่าเองแล้ว คนที่เจ้าตัวจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย ต้องเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วไม่อึดอัด และถ้าเจ้าตัวพอใจแล้ว ใครจะขัดไม่ได้
ดังนั้น การที่เขาจะเดินไปบอกอีกฝ่ายว่าคนอื่นคิดอะไร เพื่อนตัวดีก็คงจะไม่สนใจอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะเป็นการหาเรื่องทะเลาะกันเสียเปล่าๆด้วย
แต่เรื่องที่รบกวนจิตใจเขาอยู่มากกว่าเรื่องนั้นก็คือคำถามในตอนนั้นหนะสิ
ให้ตายเถอะ!!~
***************
...ครืด...
“อ้าว...วันนี้ไม่ใช่ทาคิซาว่าเหรอเนี่ย” คนที่อยู่ด้านในหันมามองผู้มาใหม่ อดแปลกใจนิดหน่อยไม่ได้ว่าที่ทักกี้หายตัวไประหว่างเวลาที่คนออกไปกินข้าวเพื่อมาที่นี่เองหรอกหรือ
“ครับ พอดีพ่อของทาคิซาว่ามาเยี่ยมหนะครับ” ชายหนุ่มตอบ น้ำเสียงเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย ยิ่งพอมองไปรอบๆแล้วไม่เห็นใครอยู่ในนี้ด้วยซักคนแล้ว ก็อดหนักใจกับบทสนทนาที่อาจจะมาถึงในไม่ช้าได้ ถึงแม้ว่าช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา คนผิวสีน้ำผึ้งตรงหน้านี่จะไม่เคยพูดเรื่องของทาคิซาว่ากับเขาอีกก็เลยเหอะ
“สบายจังเลยน๊า” ชายหนุ่มได้ยินเสียงอีกฝ่ายพึมพำเบาๆหลังจากได้ยินเสียงผิวน้ำกระเพื่อม เพียงแค่นั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีบทสนทนาอะไรอีก จนชายหนุ่มลุกขึ้นเดินออกไป
“ฮายามิคุง บอกมาเถอะ เค้ามีปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้าใช่มั๊ย??” มือสีเข้มชะงักค้างอยู่ที่บานประตูเมื่อได้ยินเสียงเรียก ร่างกายที่ควรจะผ่อนคลายหลังจากการแช่น้ำเกร็งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็เดินออกไปโดยไม่ได้หันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
“ใช่..ใช่มั๊ยหละ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างในพึมพำเบาๆหลังจากที่ได้ยินเสียงประตูปิด พลางหลับตาลงน้อยๆเหมือนจะหนีจากความจริง
***************
“พ่อนายว่ายังไงบ้างเรื่องเท้า” คนผิวเข้มเปิดประเด็นขึ้นมาทันทีทีก้าวขาเข้ามาในห้อง
“ก็ดีกว่าที่คิด” คนตัวขาวสบตาคนถามก่อนจะหลุบลงพลางนวดเบาๆที่ข้อเท้าที่ยังเห็นรอยแผลได้ชัด
...ดีกว่าที่ป๊าคิดไว้อีกนะเนี่ย...
จะอะไรก็ไม่ติดใจเท่ากับคำพูดของพ่อเขานั่นแหละ ท่าทางที่ดูตึงเครียดหายไปเกือบหมดทันทีที่ได้ตรวจข้อเท้าของเขาอย่างละเอียดจนพอใจ
“แค่นั้น” ชายหนุ่มพยักหน้าตอบคำถามไปส่งๆ แม้อาการของข้อเท้าที่ไม่แย่ลงเท่าไหร่นักจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ใช่ว่าตัวเขาเองจะไม่รู้ถึงความร้ายแรงของอาการที่อาจจะเกิดกับข้อเท้าตัวเอง และก็ทำใจเตรียมรับเอาไว้มากพอสมควร แต่เรื่องที่รู้วันนี้นี่ออกจะเกินความคาดหมายไปหน่อย
“ก็ดีแล้วนี่หน่า”
“อือ” คนตัวขาวตอบรับพลางทิ้งตัวลงบนเตียงก่อนจะปิดตาลง
**************
“ดีใจด้วยนะ” คนผิวเข้มก้มหัวลงแสดงถึงความขอบคุณในคำชมนั้นก่อนจะส่งยิ้ม ใบหน้าคมที่ควรจะปรากฏรอยยิ้มหรืออะไรก็ตามที่แสดงถึงคนที่กำลังมีความสุขอย่างสุขล้นกลับไม่เป็นอย่างนั้น นอกจากนั้นยังแฝงไปด้วยความกังวลใจนิดๆอีกต่างหาก
เป็นไปตามความคาดหมายเกือบทุกประการเมื่อมีการประกาศรายชื่อคนที่ได้เป็นตัวจริงในการแข่งขันอินเตอร์ไฮในแต่ละพื้นที่ คนที่มีแววและเป็นตัวเต็งอันดับต้นๆได้รัยการคัดเลือกตามที่คาดหมายเอาไว้รวมทั้งโมโคมิจิด้วย แต่ว่าที่ไม่เป็นไปตามคาดหมายก็คงจะเป็นรายชื่อที่ควรจะปรากฏอยู่กลับไม่มีชื่อของคนตัวขาวอย่างที่คนทั่วไปคาดเอาไว้หนะสิ
ดวงตาสีเข้มมองอย่างคร่นคิดพลางเดินเข้าไปห้องน้ำเพื่อจะไปล้างหน้า แต่ว่ากลับได้ยินเสียงบทสนทนาบางอย่างที่ทำให้ต้องหยุดค้างแล้วเดินเข้าไปหลบอยู่แถวห้องน้ำนั่น
“รู้เรื่องที่ทาคิซาว่าไม่ได้เป็นตัวจริงรึยัง??” จากที่เห็น พวกนักกีฬาที่คุ้นหน้าอยู่ไม่น้อยกำลังจับกลุ่มคุยก็เรื่องที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ
“ไม่รู้ก็บ้าแล้ว แปลกจะตาย ทั้งๆทำสถิติดีอย่างนั้น แถมยังดูสนิทกับโค้ชดีอีกต่างหาก” เสียงตอบกลับมาอย่างเผ็ดร้อนในประเด็นแทรกตามมาและตามมาติดๆด้วยเสียงพึมพำแสดงความเห็นด้วย
“นั่นดิ”
“จริงๆก็เพราะว่าโค้ชนั่นแหละที่ทำให้ทาคิซาว่าไม่ได้ลงแข่ง รู้รึเปล่า” แต่จู่ๆประโยคนี้แหละ ที่ทำให้คนผิวเข้มต้องยืนหลบอยู่ในมุมห้องน้ำ
“อย่ามาบ้าน่า แกไปเอามาจากไหน” เสียงอีกคนสวนกลับทันที ท่าทางบอกว่าไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด
“รู้แล้วก็เงียบๆไว้หละ เมื่อวันก่อนตอนที่ชั้นกลับเข้าหอหนะ ชั้นได้ยินพวกอาจารย์คุยกันในห้องพักเรื่องคัดนักกีฬา” อีกฝ่ายเริ่มเล่าพลางกดเสียงให้เบาลง
“แกก็เลยแอบฟัง ใช่ป่ะ” เสียงเพื่อนในกลุ่มอีกคนขัดขึ้นมาเชิงหลอกด่า
“ก็เออสิ...แล้วชั้นจำได้แม่นเลยนะเว่ย ว่าตอนที่ชั้นได้ยินหนะ มีเสียงคนขัดขึ้นมาว่า ผมไม่เห็นด้วยที่จะให้ทาคิซาว่าเป็นตัวจริง” คนเล่าก็เลยด่ากลับไปอย่างรำคานิดก่อนจะเล่าต่อ
“จริงอ่ะ”
“พวกที่นั่นอยู่ข้างในทั้งห้องนะ ถามกันเยอะมากเลยว่าทำไม แต่ดูเหมือนคนที่คัดค้านก็ไม่ได้ตอบอะไร”
“แล้วโค้ชเกี่ยวอะไรด้วยวะ”
“หัดฟังให้จบก่อนได้มั๊ย ก็ตอนหลังเรื่องทั้งหมดมันจบที่ว่าชั้นได้ยินเสียงคุณโคอิจิบอกว่า ถ้าเป็นการตัดสินใจของอิมาอิคุง ผมก็ไม่มีอะไรจะคัดค้านหรอกครับ” เจ้าตัวหันไปพูดอย่างหงุดหงิดกับเพื่อนเป็นครั้งที่สองก่อนจะเล่าต่ออีกรอบ
“ห๊า...คุณโคอิจิหนะนะ ง่ายๆอย่างนั้นเชียว”
“เออ ก็คุณโคอิจินั่นแหละที่เป็นคนพูด ทีนี้ก็เลยไม่มีใครพูดอะไรอีกยังไงเล่า” เสียงคนกลุ่มนั้นค่อยๆเบาลงเป็นสัญญาณที่บอกว่าพวกนั้นเริ่มเดินไปไกลแล้ว ชายหนุ่มออกมาจากที่ซ่อนพลางเดินเข้าไปในห้องน้ำตามความตั้งใจแรก
ประตูห้องน้ำที่ปิดอยู่หนึ่งห้องทำให้ชายหนุ่มสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่ว่าความรู้สึกกังวลใจจากเรื่องราวที่ได้ยินคงจะมีมากกว่าชายหนุ่มจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ความไม่แน่ใจเรื่องที่ว่าโค้ชรู้รึเปล่าว่าข้อเท้าของทาคิซาว่ามีปัญหาหายไปหมดจนเจ้าตัวมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนๆนั้นรู้เรื่อง กำลังคิดอยู่ว่าถ้าทาคิซาว่าเกิดรู้เรื่องขึ้นมาจะเป็นยังไง แต่เสียงเปิดประตูห้องน้ำห้องที่ปิดอยู่ที่ด้งขึ้นก็ช่วยไขคำตอบให้ชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี
คนตัวขาวที่ริมฝีปากหยักขึ้นจนมักจะเหมือนวาดรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาสีหน้าบึ้งตึงจนหน้ากลัว ดวงตาคมตวัดมาจ้องตากับตัวเขาผ่านกระจกแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เจ้าตัวหมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำด้วยความรวดเร็ว ไม่ทันที่โมโคมิจิจะได้พูดอะไรซักคำด้วยซ้ำ
แย่แล้วมั๊ยหละ!!
***************
“ขออนุญาตครับ”
“เข้ามาสิ” คนตัวบางที่อยู่ในห้องเพียงคนเดียวหันเก้าอี้กลับไปมองคนที่เปิดประตูเข้าห้องมา
“มีอะไรรึเปล่า??” คนผิวสีน้ำผึ้งหันไปถามอีกฝ่ายตามมารยาท แม้จะรู้อยู่แล้วว่ายังไงๆอีกฝ่ายก็คงจะต้องมาคุยเรื่องนี้เข้าให้อยู่ดี
“คุณรู้ได้ยังไง??” กลับกันที่ว่าสิ่งที่ได้รับลับมา ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถามต่างหาก
“ไปหาที่คุยกันที่อื่นเถอะ” คนร่างบางว่าพลางเดินนำออกไปข้างนอก
สุดท้าย ทั้งคู่ก็มานั่งอยู่ในร้านอาหารมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว อาจจะยังเพราะเร็วเกินไปสำหรับการฝากท้องกับมื้อเย็น ลูกค้าในร้านก็เลยค่อนข้างน้อยกว่าปกติ ด้านหน้าของทั้งคู่มีชุดอาหารเย็นแบบง่ายๆที่ส่งควันหอมน่าทาน แต่ตะเกียบของทั้งๆคู่ยังไม่แม้แต่โดนหักเลยด้วยซ้ำ
“ไม่เคยสงสัยเลยเหรอ ว่าทำไมไม่เคยเห็นชั้นกระโดด” คนตัวบางเริ่มเปิดประเด็น ว่งผลให้คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามขมวดคิ้วนิดๆ
“หรือว่าคุณ...”
“ก็อย่างที่คิดนั่นแหละ ชั้นเหมือนกับหมอนั่นขนาดนี้นี่”สีหน้าตกใจของคนตรงหน้าหายไปกลายเป็นสายตาที่หลบมองลงต่ำ
“แล้วทำไม??”
“ถ้ายังฝืนกระโดดอยู่แบบนี้ ก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ ไม่ได้กระโดดอีกเลย เพื่อชัยชนะแค่ชั่วครั้งชั่วคราวอย่างนั้นหรอกหรือ”
“ชั้นไม่อยากให้ใครเป็นเหมือนชั้นอีกหรอกนะ”
“เธอคงเข้าใจนะ ฮายามิคุง” ชายหนุ่มทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนที่จะเริ่มหักตะเกียบแล้วคีบปลาย่างที่วางอยู่ตรงหน้าเข้าปาก คนที่อยู่ตรงข้ามจึงเริ่มลงมือกินบ้าง แต่ถึงอย่างนั้น คำพูดสุดท้ายนั่น
เหมือนจะบอกว่าให้ช่วยทำอะไรซักอย่างทีอย่างนั้นแหละ
*************
สายลมของฤดูร้อนตอนกลางคืนทำให้คนที่ขอตัวออกมาเดินเล่นก่อนที่จะกลับต้องห่อตัวเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้ สนามกว้างที่ใช้เป็นที่ซ้อมตอนกลางวัน เมื่อตกกลางคืนและโดนโอบล้อมไปด้วยผืนดาวแบบนี้ก็ยังคงสวยไม่เปลี่ยน ไม่ต่างกับตอนที่มานั่งเล่นกับทาคิซาว่าเลยซักนิด
ชายหนุ่มบิดตัวอย่างสุดแรงราวกับจะขยัดความเครียดที่ติดตัวออกไปให้หมด แต่ถึงอย่างนั้น ใบหน้าสีน้ำผึ้งก็ยังคงปรากฏร่องรอยของคนที่ใช้ความคิดตลอดเวลาอยู่ เขาเองเดาไม่ออกจริงๆว่าจะเข้าหน้ากับทาคิซาว่าติดยังไง ถึงแม้ว่าทาคิซาว่าจะไม่รู้ว่าคนที่คัดค้านไม่ให้เจ้าตัวลงเล่นเป็นตัวจริงคือเค้า ถึงแม้จะทำไปเพื่ออีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกผิดนิดๆก็ยังคงเข้ามาครอบคลุมจิตใจ
ถึงจะอยากอ้อยอิ่งเพื่อนั่งดูดาวอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน แต่ว่าสายลมตอนกลางคืนที่พัดผ่านมาตลอดเวลาทำให้ซึยาะตัดสินใจเดินออกจากสนามกว้างก่อนที่จะเป็นหวัด
แกร๊ง !!
เสียงเหมือนเหล็กกระทบกันเรียกสายตาของคนตัวบางได้เป็นอย่างดี ดึกป่านนี้แล้วใครมานั่งอยู่อย่างนี้ คนตัวบางพยายามเพ่งมองไปยังจุดที่คิดว่าเป็นต้นเสียง แสงจันทร์ที่ส่องลงมา ถึงไม่จะไม่มากนัก แต่ก็ช่วยให้ซึบาสะเห็น ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงส่วนของที่พักโค้ชคือใคร
“ทาคิซาว่า” ร่างบางพึมพำเบาๆ แม้จะตกใจที่คนที่กำลังนึกถึงมาอยู่ตรงหน้า แต่ว่าร่างบางก็ยังสาวเท้าเพื่อเดินเข้าไปใกล้
คนตัวขาวนั่งพิงอยู่ที่ม้านั่งในส่วนของที่เป็นที่พักโค้ชไม่ได้เหมือนลอยเหมือนอย่างที่เห็นไกลๆ แก้มที่ขาวจัดอยู่เสมอแดงระเรื่อ ดวงตาคมที่ซึบาสะรู้สึกว่ามันวาววับมากกว่าปกติจ้องมาที่เขาเขม่ง ท่าทางคงจะเห็นว่าเข้าเดินเข้ามาตั้งแต่แรกแล้ว ตอนนี้ซึบาสะลุแก่ใจแล้วว่าที่มาของเสียงและท่าทางแปลกๆของคนตัวขาวคงไม่พ้นกระป๋องเบียร์กองย่อมๆในถังขยะที่วางอยู่ไม่ห่างนัก
“คุณไม่อยากให้ผมเล่นเป็นตัวจริงจริงหรือ” หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบคุยกันเองอยู่สักพัก คนตัวขาวก็เป็นฝ่ายถามออกมาก่อน
“ใช่” คนตัวบางกัดปากตัวเองน้อยๆเชิงช่างใจก่อนจะตอบ ถ้าหากว่าปิดมากไปกว่านี้ ตัวเขาเองก็จะยิ่งรู้สึกผิด และการที่ทาคิซาว่ายังคงไม่รู้เหตุผล ไม่ได้ช่วยให้เขาพักการเล่นกระโดดสูงได้เลย
“ทำไม??” น้ำเสียงของอีกฝ่ายเริ่มห้วนจัด คิ้วคมขมวดกันแน่นบอกซึบาสะได้เป้นอย่างดีว่าตัวเขาเองไม่ได้หูฝาดไปเอง
“ขอโทษนะทาคิซาว่า” คนตัวบางพูดพลางก้มตัวลงไปดึงขากางเกงของตนขึ้นมา รองเท้าผ้าใบคู่เก่งถูกถอดทิ้งเอาไว้ข้างๆอย่างไม่ใยดี ทักกี้ได้ยินเสียงถอนหายใจน้อยๆก่อนที่นิ้วเรียวบางจะเกี่ยวถุงเท้าออก
รอยแผลเป็นที่นูนเป็นเส้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดช่วยบอกให้ทาคิซาว่าเข้าใจอะไรได้ลางๆ ดวงตาเหมือนแมวเหลือบขึ้นมามองหน้าเขา นิ้วเรียวบางลูบที่แผลนั่นเบาๆ
“แล้วยังไงหละ” คนตัวขาวถามพลางเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าคมยังไม่ลดความบูดบึ้งลงไปซักนิดแต่ว่าซึบาสะไม่ได้สนใจเรื่องนั้น คำถามของอีกฝ่ายเป็นเหมือนภาพสะท้อนอดีตของตัวเอง เป็นกระจกเงาที่พยายามไม่แตะต้อง พยายามที่จะหลีกเลี่ยงอยู่ตลอดเวลา
“นายกระโดดสูงเพื่ออะไรกันแน่ ชื่อเสียง ความมีหน้ามีตา หรือเพราะว่ารัก” คนตัวบางเป็นฝ่ายถามกลับ เหมือนไม่ได้ยินคำถามเมื่อครู่
“ผมไม่ได้อยากให้คุณมาถามผมกลับ” น้ำเสียงอีกฝ่ายเริ่มดุดันละดังขึ้นเรื่องๆจนเหมือนตะคอก
“ว่ายังไงหละ นายคงไม่ได้รักการกระโดดสูงจริงอย่างที่พูดใช่มั๊ยหละ” น้ำเสียงราบเรียบนี่คงทำให้ฟิวส์ของทาคิซาว่าขาผึงเอาเสียแล้ว มือขาวจัดกระชากคอเสื้อของซึบาสะเข้ามาใกล้
“อย่า-พูด-แบบ-นี้-กับ-ผม” เจ้าตัวเค้าเสียงรอดไรฟันออกมา ย้ำช้าๆให้ชัดๆ ดวงตากลมโตฉายแววตกใจเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย
“อย่างนายก็คงอยากจะได้แค่ชื่อเสียงหละสิ ถึงได้ยอมทิ้งการกระโดดทั้งชีวิตแลกกับแค่เหรียญหรือประกาศนียบัตรแค่ใบเดียว” คราวนี้น้ำเสียงราบเรียบนั่นคงทำให้อีกฝ่ายตกใจไม่น้อย
“ใช่มั๊ยหละ ไม่อย่างนั้น นายก็น่าจะกลับไปพักรักษาตัวแล้วก็กลับมาที่นี่อีกครั้งในอีกปีสองปีข้างหน้าไม่ใช่หรือไง คุณย่าของนายหนะ คงจะเสียใจน่าดูเลยนะ ที่เห็นหลานชายทำอะไรไม่รู้จักคิดแบบนี้” ซึบาสะพูดต่อเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป
“อย่างคุณจะมารู้อะไร!!” ดวงตาคมฉายแววโกรธขึงขึ้นมาทันทีที่ฟังจบ อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกฮอลล์ที่ทำให้เจ้าตัวใจร้อนแล้วบุ่มบ่ามขึ้นแบบนี้ ทาคิซาว่าตะคอกออกมาก่อนจะสะบัดมือส่งผลให้คนที่ตัวบางกว่าล้มลงไปกองอยู่กับพื้นเสียงดัง
“ชั้นเองก็คงไม่รู้อะไรหรอกนะ แต่แค่ไม่อยากเห็นตัวเองในอดีตออกมาเดินเพ่นพ่านอีกครั้ง โดยเฉพาะกับคนอย่างนาย” เสียงพูดแผ่วเบาของซึบาสะที่ดังขึ้นเหมือนจะตอบคำถามของทาคิซาว่าหยุดฝีเท้าของอีกฝ่ายเอาไว้ได้เพียงชั่วครุ่ แต่ก็เพียงแค่นั้น ชายหนุ่มรู้สึกดีใจพอควรเลยทีเดียวที่อีกฝ่ายไม่ได้หันหน้ากลับมามองที่เขา
เพราะอย่างน้อยก็คงไม่มีผู้ชายคนไหนที่อยากให้คนอื่นเห็นตัวเองร้องไห้หรอก
***************
ปัง!!
เสียงปิดประตูห้องเสียงดังทำให้โมโคมิจิตกใจไม่น้อย ชายหนุ่มลืมคำพูดที่จะใช้พูดกับอีกฝ่ายจนหมดสิ้น แค่เห็นท่าทางของคนตัวขาว คำพูดที่นั่งคิดเอาไว้ก็คงจะไม่จำเป็นอีกต่อไป
อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้
หน้าตาของเจ้าตัวมันคงบอกอย่างนั้น ชายหนุ่มผิวเข้มก็เลยตัดสินใจเดินเลี่ยงออกมาจากห้องพัก แต่ถึงอย่างนั้น มือเรียวก็โยนผ้าขนหนูใส่อีกฝ่าย อย่างน้อยถ้าได้อาบน้ำอาบท่าเจ้าตัวก็อาจจะอารมณ์เย็นลงหน่อยก็ได้
ชายหนุ่มผิวเข้มคว้าเอากระเป๋าสะพายใบเล็กก่อนจะเดินออกจากห้อง ขาของเจ้าตัวตรงดิ่งไปยังห้องพักของโค้ชทันทีที่คิดได้ สภาพเมามายรวมกับเหงื่อที่ชุ่มอยู่บนตัวจำนวนไม่น้อยพอจะบอกได้ว่าคนตัวขาวนั่นต้องไปออกแรงทำอะไรมาซักอย่าง ยิ่งรวมกับหน้าตาบูดบึ้งที่โกรธขึงแบบนั้น โมโคมิจิมั่นใจอย่างสุดซึ้งว่าเจ้าตัวจะต้องไปคุยกับโค้ชมาแล้วแน่ๆ
“โค้ชอิมาอิไม่อยู่หรอก” คิ้วของคนหน้าคมขมวดแน่น ชายหนุ่มหมุนตัวออกจากห้องพักพลางกล่าวคำขอบคุณอย่างขอไปที เพราะทักกี้เป็นพวกรักความเป็นส่วนตัวสูง เจ้าตัวจึงมักจะไม่ค่อยบอกใครว่าตัวเองไปทำอะไรที่ไหนถ้ารู้สึกว่าไม่จำเป็น ชายหนุ่มผิวเข้มจึงต้องมาคิดหัวแทบแตกว่าโค้ชคนนั้นอยู่ที่ไหน ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเขาว่าสภาพของโค้ชคนนั้นคงไม่ต่างจากเพื่อนของเขาเท่าไหร่ ดีไม่ดีจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
ห้องกึ่งซาวน่านั่นไง
ไม่มี!!
แม้จะมีควันจางๆลอยอยู่ แต่ก็ไม่มีใครซักคนที่ใช้บริการอยู่ในนั้น ชายหนุ่มขบฟันอย่างครุ่นคิด สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินออกไปข้างๆนอกทั้งๆที่เกือบจะถึงเวลาปิดหออยู่รอมร่อ
ทางเดินที่เป็นถนนทอดยาวมีแสงไฟจากข้างทางส่องช่วยให้ไม่มืดจนเกินไปนัก และสถานที่แรกที่ถนนนั้นพาไปก็คือ สนามฝึกซ้อม สำหรับคนที่จับจุดเริ่มอะไรไม่ได้เลยซักอย่างอย่างโมโคมิจิ การที่ลองเข้าไปทุกที่ที่เดินผ่านดูจะเป็นความคิดที่ดีที่สุดในขณะนี้
สนามกว้างแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มกวาดตามองอย่างรวดเร็วแต่คงด้วยขนาด สุดท้ายเจ้าตัวก็เลยตัดสินใจเดินไปรอบๆ
“อย่าเพิ่งเข้ามานะ” เสียงที่ชายหนุ่มได้ยินมาตลอดตั้งแต่มาเข้าค่ายวันแรกๆดังขึ้น แม้เสียงไม่ได้ห้วนหรือสั่นเทา แต่มันกลับเบาเสียจนเหมือนเป็นคำขอร้องมากกว่าจะเป็นคำสั่ง
โมโคมิจิยืนนิ่งอยู่ซักพัก เดาได้ไม่ยากจากต้นเสียงว่าคนที่เขาตามหาอยู่คงอยู่เยื้องข้างเขาไปไม่เท่าไหร่ ไม่นานนักชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงสวบสาบของหญ้าบนพื้นสนามก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ขยับเข้ามาใกล้
“ไม่เป็นไรใช่มั๊ยครับ” ถึงสภาพทางร่างกายของคนตรงหน้านี่จะไม่แตกต่างจากปกติเท่าไหร่ยกเว้นช่วงคอเสื้อที่ยับยู่ยี่และขาดน้อยๆ กับรอยแดงๆเหมือนโดนสีตรงหัวไหล่ และโมโคมิจิเองก็เอาได้ไม่ยากว่ารอยนั่นมาจากฝีมือของใคร แต่ชายหนุ่มกลับคิดว่าสีหน้าของอีกฝ่ายสิน่าเป็นห่วงกว่าเป็นไหนๆ
“อือ คงไม่เท่าไหร่หรอกมั๊ง” อีกฝ่ายตอบ น้ำเสียงเหมือนจะติดตลกแต่ฟังดูก็รู้ว่าเป็นการแกล้งทำ
“ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนหน่อยได้รึเปล่า” โมโคมิจิเลิกคิ้วน้อยๆกับคำชวนนั้นแต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็พยักหน้าพร้อมส่งเสียงตอบรับอยู่ในลำคอเบาๆ
“ขอบใจ” คนตัวบางว่าก่อนจะเดินนำออกไปก่อน
ทางเดินทอดยาวจากหอพักต่อกับถนนชานเมือง ลมฤดูร้อนตอนกลางคืนพัดให้ใบไม้สีกันเป็นจังหวะ แสงจันทร์ที่ส่องสว่างลงมาขับให้บริเวณรอบๆข้างเป็นสีนวลตา
“มีโคมไฟติดเต็มไปหมดเลยนะ” คนตัวเล็กกว่าพูด คงจะเห็นว่าบรรยากาศมันเงียบเกินไปหละมั๊ง เพราะสีหน้าของคนพูดยังไม่ดีขึ้นเลยซักนิด
“ครับ พรุ่งนี้จะมีงานเทศกาลที่วัดใกล้ๆ” ชายหนุ่มที่เดินตามมาข้างหลังตอบ อย่างน้อยการพูดคุยก็อาจจะทำให้คนตรงหน้านี่ลืมเรื่องๆที่หนักใจไปได้ซักพักนึง
“อย่างนั้นหรอกเหรอ” อีกฝ่ายเพียงแค่ตอบรับสั้นๆเท่านั้น
“เห็นว่าจะมีหิ่งห้อยด้วยหละ มีแต่คนอยากมาดูทั้งๆนั้นเลย”
“หิ่งห้อยหรือ” ดูท่าแล้ว บทสนทนานี่ก็คงจะได้ผลไม่น้อยทีเดียว อย่างน้อยก็มากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายสนใจได้หละนะ
“ครับ” ชายหนุ่มรับคำสั้นๆก่อนจะสะกิดอีกฝ่ายให้เดินตามตัวเองมา
แม่น้ำสายไม่ใหญ่นักสะท้อนภาพของดวงจันทร์ที่เกือบจะเต็มดวงรวมทั้งดวงดาวที่พร่างพรายอยู่เต็มท้องฟ้า บนสะพานไม้ที่ทอดผ่านแม่น้ำเป็นเสมือนจุดชมวิวยามค่ำคืนในครั้งนี้
“มาที่นี่บ่อยรึเปล่า” คนตัวบางพูดพลางเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์ก่อนจะทำหน้าเบ้น้อยๆ
“ครับ” ชายหนุ่มตอบสั้นๆพลางทอดสายตายาวไปข้างหน้า
“นี่ มีบุหรี่รึเปล่า ขอตัวนึงสิ” โมโคมิจิเลิกคิ้วน้อยๆกับคำขอนั้นพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสะพายสีเข้มก่อนจะคว้าซองยับๆออกมา
“ขอบใจนะ” มือเรียวของอีกฝ่ายยื่นออกมารับ ส่วนอีกข้างก็จุดไลท์เตอร์ขนาดเล็ก ชายหนุ่มสูดควันสีขาวเข้ายาวๆก่อนจะค่อยๆปล่อยมันออกมาอย่างอ้อยอิ่งทีละน้อย
“ขอบคุณครับ” โมโคมิจิเอ่ยขึ้นเมื่ออีกฝ่ายคีบบุหรี่ที่อยู่ในมือมาใกล้เมื่อเห็นเข้าทำท่าเหมือนหาไลท์เตอร์ในกระเป๋า
“สวยจังนะ” ชายหนุ่มพูดออกมาลอยๆ ควันบุหรี่อ้อยอิ่งออกมาช้าๆก่อนจะม้วนตัวและสลายไปอย่างรวดเร็วกับสายลมฤดูร้อน
“กลับกันเถอะ” ขี้บุหรี่ที่ไหม้จนหมดมวนเป็นเสมือนนาฬิกาจับเวลาที่ร้องเสียงดัง คนข้างๆเดินไปที่ถังขยะใกล้ๆก่อนจะกดบุหรี่ลงกับที่ทิ้ง ริมผีปากสีสวยพ่นควันบางๆออกมาเป้ฯครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มสาวเท้าเดินกลับไปทางที่เดินมา
คงจะเป็นโชคดีของโมโคมิจิที่เดินเข้าหอมาพร้อมกับโค้ช จึงไม่ถูกทำโทษทั้งๆที่เข้าหอหลังหอปิดตั้งชั่วโมงกว่าๆ ชายหนุ่มก้มหัวให้อีกฝ่ายนิดๆเชิงลาก่อนจะแยกตัวออกไปทางที่พักสำหรับนักเรียน แสงไฟจากห้องที่เขาพักอยู่ดับลงไปแล้ว มือเรียวค่อยๆแง้มบานประตูเปิดช้าๆ พยายามให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“หลับไปแล้วแฮะ” เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอบอกอย่างนั้น แต่ก็แน่หละ นี่มันขึ้นวันใหม่มาตั้งเกือบชั่วโมงแล้วนี่หน่า คนตัวโตวางกระเป๋าทิ้งเอาไว้อย่างไม่ใส่ใจนัก เดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะล้มตัวลงนอนบ้าง
***************
“อืม..” คนตัวขาวครางหนักๆขณะพยายามยันตัวลุกขึ้นจากเตียง รู้สึกได้ว่าเส้นเลือดในหัวมันเต้นตุ๊บๆเป็นจังหวะ ลำคอแห้งผาก แล้วก็รู้สึกเหมือนมีมวลในท้องแปลกๆ มือขาวจัดอีกข้างปาดเอาขี้ตาที่เกาะอยู่ตามหัวตาออกไปอย่างลวกๆ ก่อนจะพยายามลืมตาขึ้นชัดๆเพื่อพบกับแสงสว่างจ้าที่บาดตา
“โอ๊ย!!” ชายหนุ่มครางเพราะนอกจากจะรู้สึกแสบตาแล้วยังรู้สึกอาการปวดหัวตุ๊บๆมันมากขึ้นด้วย คราวนี้ดวงตาคมค่อยๆลืมขึ้นช้าๆเพื่อจะได้มีเวลาปรับตัวพร้อมๆกับเอามือขึ้นมาป้องเอาไว้ด้วย
ในครั้งนี้ เจ้าตัวรู้แล้วว่าแสงสว่างจ้านี่มันคืออะไร แสงแดดสว่างจ้าเกินกว่าจะเป็นเช้าหน้าร้อนมากโขสาดส่องมาทางหน้าต่างข้างห้อง แต่มันก็ควรจะเป้ฯอย่างั้นเพราะตอนนี้เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายแก่ๆแล้ว
ไปอาบน้ำแล้วไปเดินเล่นหน่อยท่าจะดี
เพราะคิดอย่างนั้น ดังนั้นอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากที่จัดการกับธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว คนตัวขาวจัดถึงได้มายืนไร้ที่หมายอยู่ที่ถนนยาวที่ทอดออกจากหอ เจ้าตัวพยายามอย่างยิ่งที่จะสูดหายใจเอาอากาศเข้าไปในปอดให้ได้มากที่สุด เผื่อว่ามันจะช่วยลดอาการปวดหัวของเขาได้บ้าง
ชายหนุ่มผิวขาวสะบัดหัวน้อยๆเพื่อจะคลายความปวดจากเบียร์หลายกระป๋องที่ซัดเข้าไปเมื่อคืน ก่อนจะตัดสินใจเดินไปที่เครื่องกดน้ำอัติโนมัติ กาแฟเย็นๆซักกระป๋องคงจะทำหน้าที่ของมันได้ดีเกินคาดเลยทีเดียวเพราะทันที่รสขมจัดล่วงเข้าลำคอ สติที่หายไปก็ดูเหมือนจะกลับมาเข้าที่เข้าทางมากขึ้น
“บ้าชะมัด” ชายหนุ่มพึมพำก่อนจะทิ้งตัวลงไปที่ม้านั่งข้างทางที่อยู่ในสวนหย่อมขนาดย่อม พอร่างกายเริ่มเป็นปกติ สมองในหัวก็ทำงานได้ดีเสียใจน่าตกใจ เพราะเหตุการณ์รวมไปถึงคำพูดทั้งหมดที่หลุดออกมาจากปากตัวเองและอีกคนเมื่อคืนไหลเข้ามาเป็นฉากๆเหมือนกรอเทป ที่สำคัญชัดเจนไม่เหมือนความทรงจำของคนเมาซักนิด เจ้าตัวขบริมฝีปากแน่นเมื่อคำพูดที่ได้ยินมันแทงใจดำอย่างบอกไม่ถูก
เพราะจากคำถามทุกคำถาม คำตอบในใจของเขากับการกระทำมันต่างกันสิ้นดีหนะสิ
ทักกี้รู้ดี ว่าการฝืนเล่นต่อไปทั้งๆที่อาการบาดเจ็บที่ข้อเท้ายังไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์อาจจะทำให้เขาไม่สามารถกระโดดได้อีกครั้ง แต่ว่าถึงอย่างนั้น เจ้าตัวก็ยังคิดว่าทำใจได้เพียงแค่ขอให้ได้ก้าวไปสู่ระดับชาติก็พอ ทั้งๆที่ในใจลึกๆก็ยังย้นถามตัวเองอยู่เสมอว่าถ้าเกิดว่ากระโดดไม่ได้อีก จะทำใจได้จริงๆหรือ??
แต่พอได้ยินคำถามเมื่อวาน ทักกี้ก็รู้แน่เลยว่าไอ้ความรู้สึกที่เคยคิดว่ามี มันก็เป็นแค่ทิฐิในหัวที่มันแก้ไม่เคยหายพยายามยัดเยียดเข้ามา พยายามย้ำกับตัวเองว่าไม่เป็นไร
ทั้งๆที่ก็รู้อยู่...ว่าตัวเองรักการกระโดดสูงมากแค่ไหน
ทักกี้แค่นยิ้มให้กับตัวเอง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปที่หอพักอีกครั้ง
ตอนนี้ คงถึงเวลาที่จะยอมรับความจริงเสียที
**************
“โมโคจิ” หญิงสาวในชุดยูกาตะเรียกชายหนุ่มที่มีสีหน้าที่ไม่ค่อยสบายใจนัก ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสีอ่อนมองหน้าแฟนหนุ่มของเธออย่างงงๆ จำได้ว่าตอนที่เจ้าตัวโทรมาหาเพื่อชวนมางานเทศกาล ซึ่งก็คือเมื่อสองวันก่อนน้ำเสียงยังร่าเริงแจ่มใสอยู่เลยนี่หน่า
“หือ มีอะไรรึเปล่า” ชายหนุ่มสะบัดหัวๆน้อยๆเหมือนพยายามไล่เรื่องหนักใจ
“ไม่สบายใจอะไรรึเปล่า” หญิงสาวถามพลางดึงมืออีกฝ่ายให้หยุดเดิน
“ก็นิดหน่อยหนะ” ชายหนุ่มตอบก่อนจะดึงอีกฝ่ายหลบไปข้างทางที่ร่มแดดมากกว่า
“เรื่องทักกี้?” หญิงสาวถามหยั่งเชิง แต่แล้วก็ได้รับคำตอบเป็นเสียงถอนหายใจยืดยาวของแฟนหนุ่ม
“อือ หมอนั่นไม่ได้เป็นตัวจริงหนะ” คิ้วเรียวยาวของหญิงสาวเลิกขึ้นน้อยๆกับคำบอกเล่าของอีกฝ่าย แต่ซักพักก็ต้องร้องด้วยความตกใจออกมา
“ทำอะไรหนะ โมโคจิ!!” ชายหนุ่มคว้าแฟนตัวเองเข้ามากอดแน่น
“คิดถึง” ชายหนุ่มพูดสั้นๆก่อนจะซุกหน้าไปที่ลำคอเนียนที่มีเส้นผมคลอเคลียอยู่ประปราย
“นี่ ไม่อายหรือไง” ชายหนุ่มเลิกคิ้วน้อยๆเมื่อค้นพบว่ารอบๆตัวเขาไม่มีใครเสียหน่อย แต่ก็ยอมคลายอ้อมกอดแต่โดยดี
“วันนี้สวยมากเลย อย่าอยู่ห่างผมหละ เดี่ยวจะมีผู้ชายมาจีบเอา” ชายหนุ่มมองแฟนตัวเองก่อนจะพูดยิ้มๆ ท่าทางเหมือนลืมเรื่องไม่สบายใจเมื่อครู่ไปหมดสิ้น และคำพูดนั้นก็ทำให้แก้มที่แดงระเรื่องน้อยๆจากอ้อมกอดเมื่อครู่แดงขึ้นไปอีก ดวงตาที่ไม่ได้กลมโตเหมือนเด็กผู้หญิงญี่ปุ่นทั่วไปหลุบตาลง ก่อนจะวาดยิ้มที่ริมฝีปากจนตายิบหยี มือเรียวที่ตกแต่งเล็บโทนสีเบจน่ารักเข้ากับสีครีมของชุดยูกาตะที่แต่งแต้มด้วยดอกบ๊วยเป็นอย่างดีถูกอีกฝ่ายจะจูงให้เดินไปด้วยกัน เส้นผมสีน้ำตาลเหมือนสีของเมล็ดกาแฟถูกเกล้าขึ้นแซมด้วยกิ๊บที่มีดอกไม้ติดเป็นช่อเล็กๆทิ้งปอยผมบางส่วนเอาไว้ให้ระไปกับต้นคอ ไม่ได้ดูน่ารักเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน แต่ดูเป็นผู้ใหญ่และสวยมากกว่า หญิงสาวเหลือบมองแฟนหนุ่มในเสื้อกล้ามกับกางเกงยีนส์ขายาวอีกครั้งก่อนจะยิ้มออกมา
ท่าทางอ้อมกอดเมื่อกี้คงจะทำให้เจ้าตัวลืมเรื่องไม่สบายใจไปจนหมดเลยทีเดียว
***************
ดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำจนเหมือนจมหายไปใต้ผิวน้ำของแม่น้ำสายเล็กๆ ชายหนุ่มผิวขาวยืนพิงสะพานมองภาพตรงหน้า แต่ดูเหมือนความสวยงามของทัศนียภาพรอบด้านจะไม่ได้เข้าไปอยู่ในความคิดของเจ้าตัวมากนัก
อย่างคุณจะมารู้อะไร!!
น้ำเสียงของตัวเองเมื่อวานนี้ดังอยู่ในหัวอย่างแจ่มชัด ถ้าตัวเองเป็นคนที่โดนพูดใส่หน้าอย่างนั้น คงจะโกรธจนไม่อยากมองหน้าแล้วหละมั๊ง ทักกี้แค่นหัวเราะเบาๆ รู้สึกโหวงๆในอกอย่างประหลาด คล้ายความรู้สึกของคนที่กำลังเสียอะไรบางอย่างไป
ชายหนุ่มบอกตัวเองว่ามันก็เป็นแค่ความรู้สึกของคนที่เสียเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งไปเท่านั้น แต่ว่าเสียงอะไรบางอย่างจากลึกๆของเค้าเองถามกลับมาว่า..จริงหรือ??
...อยากคว้าดาวมั๊ง...
ไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่ แต่ว่าพอทักกี้กลับมาสนใจกับทัศนียภาพรอบๆตัวอีกที แสงโทนร้อนที่อาบโลกอยู่เมื่อครู่ก็หายไปกลายเป็นแสงสีนวลตาที่ตัดสะท้อนกับท้องฟ้าสีเข้ม ดวงดาวที่พร่างพรายอยู่บนนั้นมีไม่มากนักอาจเป็นเพราะดวงจันทร์ดวงโตที่ฉายแสงอยู่เต็มดวงก็ได้ และนั่นก็คงเป็นสาเหตุที่ทำให้คำพูดของอีกฝ่ายลอยขึ้นมาในหัวหละมั๊ง
ดวงตาคมมองกวาดไปรอบๆ เสียงจ๊อกแจ๊กที่ดังอยู่ไม่ไกลบอกให้รู้ว่างานเทศกาลที่จัดอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เริ่มขึ้นแล้ว แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เท้าของเจ้าตัวก็ไม่ขยับไปไหน แถมยังไม่ได้รู้สึกสนุกสนานไปกับเสียงหัวเราะแว่วๆที่ได้ยินมาอีกต่างหาก
“ผมขอโทษ” คำพูดที่เกิดจากความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิงมีเป็นร้อยคำ แต่ทักกี้ก็เรียงมันขึ้นมาไม่ได้ซักประโยคเดียว สุดท้ายคำที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คงเป็นคำนี้
แต่มันก็แค่นั้น ในเมื่อคนที่ควรจะได้ฟังคำนี้ไม่ได้อยู่ตรงนี้สักหน่อย ถึงตัวเขาจะพูดอะไรที่มันดีกว่านี้ซักร้อยล้านเท่ามันก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมาเสียหน่อย อ้อ..จริงสิ แค่ยอมมองหน้า เขายังไม่แน่ใจเลยว่าอีกฝ่ายจะยอมทำรึเปล่านี่หน่า
“เฮ้อ..” สุดท้ายก็อดถอนหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้ บรรยากาศรอบตัวสวยเท่าไหร่ก็ไม่ช่วยให้ทาคิซาว่ารู้สึกดีขึ้นมาสักนิด กลับกัน บรรยากาศที่ควรจะมีคนอยู่ข้างๆแบบนี้ยิ่งทำให้ทักกี้รู้สึกโหวงในอกมากขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ เพราะสุดท้ายความคิดที่ว่ากำลังจะเสียคนพิเศษไปมันก็กลับเข้ามาวนเวียนในหัวอีกครั้ง
...คนพิเศษอย่างนั้นหรอกหรือ...
สุดท้ายไอ้ที่ติดอยู่ในใจมันก็ลอยเฉลยออกมาจนได้ ทักกี้เงยหน้ามองขึ้นไปบนหมู่ดาวอีกครั้ง คนพิเศษที่คงไม่มีแม้แต่โอกาสจะคุยกันอีกแล้วหละมั๊ง
ลมฤดูร้อนที่พักมาในตอนกลางคืนพัดพาความเย็นมาพอสมควรทำให้ทาคิซาว่ารู้สึกว่าน่าจะหาอะไรอุ่นๆมาทานซักหน่อย ชายหนุ่มเดินกลับมาที่เดิมพร้อมกับเครื่องดื่มกระป๋องอุ่นๆในมือ แต่ก็ต้องชะงักเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงที่ที่เค้ายืนอยู่เมื่อกี้คือคนที่เค้าคิดถึงอยู่เมื่อกี้หนะสิ
ใบหน้าสีน้ำผึ้งหันมาทางเค้าเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าส่งผลให้ทั้งคู่สบตากันอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนตัวขาวกลืนน้ำลายอึกหนึ่งด้วยความรู้สึกจนแต้มเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไป
“ทาคิซาว่า” คนตัวบางพึมพำ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายเองก็จะตกใจไม่แพ้กัน ชายหนุ่มสังเกตได้จากดวงตาเหมือนแมวที่เบิกกว้างกว่าปกติ ทักกี้ขบริมฝีปากของตัวเองแน่น สุดท้ายอีกฝ่ายก็เป็นคนหลบสายตาไปก่อน คนตัวบางก้าวเท้าเดินไปข้างๆแต่เพียงสักพักก็หยุดเหมือนจะให้ทักกี้เดินไปยืนข้างๆด้วยกัน ชายหนุ่มยกขาอย่างลังเล สุดท้ายก็ยอมเดินไปข้างๆโดยดี
วันนี้นอกจากดวงบนฟ้าแล้ว ยังมีดาวดวงเล็กๆลอยอ้อยอิ่งอยู่บนฝืนน้ำอีกด้วย คงเพราะว่าแถวนี้ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ พอกลางดึกของช่วงหน้าร้อนหิ่งห้อยถึงได้เต็มไปหมดแบบนี้
“สวยดีนะ” คนที่ยืนอยู่ข้างๆเขาพูดออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ชายหนุ่มไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดีเพื่อทำลายบรรยากาศอันแสนน่าอึดอัดนี่ ก็เพราะรู้ตัวว่าพูดจาแย่ๆเอาไว้มากแค่ไหน การที่ได้มายืนอยู่ข้างๆอีกฝ่ายแบบนี้ก็เหนือความคาดหมายมากแล้ว สุดท้าย ชายหนุ่มก็เลยหยิบเอาบุหรี่ตัวสุดท้ายของซองขึ้นมาจุด
“ขอบ้างสิ” หลังจากที่เจ้าตัวสูดควันเข้าไปได้สองสามครั้ง คนข้างๆเอ่ยขึ้นแต่ก็ไม่ได้หันมามองหน้าของเขา ทักกี้หยิบเอาซองเปล่าๆขึ้นมาก่อนจะยื่นให้อีกฝ่ายดูว่าไอ้ที่คาบอยู่ที่ปากเข้านี่เป็นตัวสุดท้ายแล้ว
“ขอตัวนั้นก็ได้ไม่เป็นไร” คนตัวบางพูดพลางเอื้อมมือเรียวบางมาหยิบบุหรี่ที่ว่าออกจากมือของเขาไป ริมฝีปากสีดอกบ๊วยเข้มเผยอออกน้อยๆก่อนจะสุดควันจากบุหรี่มวลนั้นลึกๆ สักพักก็ปล่อยมันกลับออกมาช้าๆ
“ขอโทษ” ท่าทางการสูบบุหรี่นี่คงจะช่วยเพิ่มความกล้าให้คนเราได้ คงจะเป็นอย่างนั้น เพราะอยู่ๆปากที่ผมรู้สึกว่าหนักมานานมันก็เปิดออกจนได้ แม้ว่าคำที่หลุดออกมาจะไม่มีอะไรมากก็ตาม
“เรื่อง??” ซึบาสะพูดพลางสูดควันเข้าปอดไปอีกอึกใหญ่
“ผมพูดจาได้แย่มาก..ซึบาสะไม่ต้องให้อภัยก็ได้ เพราะจริงๆแค่คุณยังยอมมองหน้าผมนี่มันก็เกินความคาดหมายของผมมากแล้วหละ” ทักกี้พูด คงเพราะน้ำเสียงของซึยาสะไม่ได้เคร่งเครียดอะไรมากมายนัก ชายหนุ่มถึงกล้าพุดได้ยาวเหยียดขนาดนี้
“นายคงคิดว่าชั้นจะโกรธ แต่ก็แน่หละ เป็นใครเจอแบบนั้นเข้าไปก็ต้องโกรธ ถ้านายพูดกับผู้หญิงแบบนั้นออกไปรับรองว่านอกจากพวกเธอจะไม่ยอมมองหน้านายไปตลอดชีวิตแล้วนายต้องได้รอยๆแดงๆแถมมาบนหน้าก็ได้ ยกเว้นว่าเค้าเป็นแม่นายหนะนะ” คนตัวบางพูดยาวยืด ทำเอาทาคิซาว่าอดขำออกมาไม่ได้ ดูเหมือนว่าบรรยากาศน่าอึดอัดนั่นหายไปจนหมด
“แต่ชั้นไม่เหมือนคนทั่วไปหรอกนะ สบายใจได้ ไม่ได้โกรธอะไรมานักหรอก” ซึบาสะพูดต่อพลางเหลือบสายตามองไปที่แม่น้ำสายเล็กที่อยู่ข้างหน้านี่
“ความจริง ชั้นเองต้องขอโทษนายมากกว่า ชั้นไม่น่าเอาเรื่องย่าของนายมาพูดแบบนั้น ขอโทษนะ” น้ำเสียงของคนตัวบางรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด
“ผมเองก็คงไม่เหมือนคนทั่วไปเหมือนกันหละมั๊ง” ชายหนุ่มพูด ทั้งคู่หันมามองหน้ากันก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“อ๊ะ หมดแล้วหละ” ซึบาสะว่าก่อนจะสูดควันจากบุหรี่ลึกๆอีกครั้งแล้วทั้งมันลงกับพื้น จังหวะที่ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาคนที่ยืนอยู่ข้างๆก็หันหน้ามาพอดีทำให้ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ใกล้กันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆจากอีกฝ่ายเลยทีเดียว
ดวงตากลมโตของซึบาสะมองอีกฝ่ายด้วยความตกใจนิดๆ คงเป็นเพราะว่าเรื่องที่หนักอกหนักใจมันหายไปหมดแล้วจากการพูดคุยเมื่อกี้ ลมหน้าร้อนตอนกลางคืนที่พักมาเอี่อยๆ ดวงดาวบนผืนฟ้าแล้วผืนน้ำ ความรู้สึกลึกๆของส่วนที่สมองควบคุมไม่ได้สั่ง หรือจะเพราะอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าซึบาสะค้นพบว่าใบหน้าของเขากับทาคิซาว่าเลื่อนใกล้ขึ้นเรื่อบๆ สุดท้ายริมฝีปากสีแดงจัดของทักกี้ก็แตะกับเขาจนได้
...อุ่น...
ทักกี้รับรู้ได้ทันทีที่ริมฝีปากสัมผัสกับอีกฝ่าย ก่อนที่สิ่งที่รู้สึกตามมาก็คือกลิ่นบุหรี่ที่คุ้นเคยจากควันในปากของอีกฝ่าย นิ้วของชายหนุ่มไล้ไปที่ต้นคอชองอีกฝ่ายแผ่วเบา ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงลิ้นของอีกฝ่ายในปาก ซักพักริมฝีปากสีเข้มของเขาก็ถอนจูบออกมาช้าๆ แต่ก็ยังไม่ได้ถอยห่างไปไหนนัก จมูกและริมฝีปากของเขายังคงคลอเคลียอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่าย
“ไปแช่น้ำกันเถอะ” ทักกี้จำได้ว่าได้ยินเสียงอีกฝ่ายกระซิบคลอเคลียอยู่ที่ริมฝีปากของตัวเอง นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เบาสองคนคุยกันอยู่สะพาน น้ำร้อนๆและไออุ่นๆที่วนลอยอยู่รอบๆในห้องกึ่งซาวน่าที่เดิมช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายอย่างมาก เพราะมีงานเทศกาลหอทั้งหอจึงแทบร้าง ไอร้อนๆจากน้ำทำให้การมองเห็นของทั้งคู่ไม่ชัดเจนนัก สิ่งที่ชัดเจนมากที่สุดในโสตประสาทตอนนี้คงเป็นกลิ่นบุหรี่ผสมกับกลิ่นอ่อนๆที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอีกฝ่ายแล้วก็สัมผัสทางกายเท่านั้น
ชายหนุ่มได้ยินเสียงครางต่ำๆทั้งจากลำคอตัวเองแล้วก็อีกฝ่าย สัญชาตญาณบอกให้เขารู้ได้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะต้องไม่หยุดเพียงแค่จูบแน่ๆ มือขาวจัดของทักกี้ไล้ไปตามแขนสีน้ำผึ้งของอีกฝ่ายช้าๆ ไอน้ำที่ลอยอยู่ทั่วช่วยให้สัมผัสของชายหนุ่มนุ่มนวลเป็นพิเศษ ไม่นานนักแขนของชายหนุ่มก็โอบอีกฝ่ายเอาไว้แทบจะทั้งตัว
“หอมจัง” คนตัวขาวกระซิบเบาๆพลางสูดกลิ่นหอมจากซอกคอของอีกฝ่าย ลิ้นอุ่นเลียลงไปเบาๆบนจุดที่ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าเป็นแอ่งชีพจร
“คุณใช้น้ำหอมอะไร” ชายหนุ่มกระซิบถามเสียงอู้อี้เนื่องดวงใบหน้าของเจ้าตัวซุกอยู่ที่ไหล่ลาดของอีกฝ่าย
“allure” เสียงที่แหบต่ำกว่าปกติของอีกฝ่ายตอบกลับมา ทักกี้ยิ้มน้อยๆกับคำตอบนั่น ปลายนิ้วขาวจงใจกดย้ำลงไปแถวท้องน้อยแต่ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับเลื่อนขึ้นมากดจูบตรงแถวๆขมับ ก่อนจะไล้ลงไปผ่านใบหูที่แดงระเรื่อด้วยทั้งอุณหภูมิภายในห้องและภายในตัว
นอกจากน้ำอุ่นๆจะช่วยผ่อนคลายความเมื่อล้าแล้วยังช่วยให้ประสาทสัมผัสทางกายเปิดกว้างกว่าปกติอีกด้วย ลมหายใจของทั้งคู่หอบกระชั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ เหงื่อจากร่างกายปะปนไปกับสายน้ำจนแทบแยกไม่ออก ความร้อนในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนแทบจะเป็นระดับเดียวกับน้ำในอ่างเสียด้วยซ้ำ
“ช่วยเป็นปีกให้ผมตลอดไปได้รึเปล่า??” แม้สติของซึบาสะจะไม่ได้อยู่กับตัวนัก แต่ว่าคำขอแผ่วเบาที่มาจากริมฝีปากที่กระซิบอยู่ข้างใบหูนี่เจ้าตัวได้ยินมันชัดเจน อดแปลกใจไม่ได้กับคำพูดกินนัยนั่น ดวงตากลมโตเลื่อนไปมองดวงหน้าของอีกฝ่ายก่อนจะไปประสานกับสายตาคม ริมฝีปากของทั้งคู่แตะกันอีกครั้งก่อนจะรู้สึกถึงวงแขนที่โอบตัวเองแน่น ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยไรผมบริเวณใบหูของทักกี้แผ่วเบา ก่อนที่สัมผัสทางกายของทั้งคู่จะเหลือเพียงแค่โอบกอดกันธรรมดาเท่านั้น
***************
“จะกลับแล้วเหรอ??” คนที่ถุกถามพยักหน้าน้อยๆก่อนจะคว้าเอากระเป๋าใบไม่ใหญ่นักขึ้นมาสะพาย
“เจอกันเปิดเทอมนะ” โมโคมิจิที่เพิ่งตื่นนั่งมองทักกี้เดินออกจากห้องพัก เมื่อวานหลังจากที่ชายหนุ่มนั่งรถกลับไปส่งแฟนถึงที่บ้าน ทั้งที่กลับมาถึงหอในเวลากินวันใหม่ไปแล้ว แต่ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ว่าเพื่อนร่วมห้องของเขาเองก็เพิ่งกลับมาถึงไม่นานเช่นกัน ทักกี้บอกเพียงสั้นๆว่าจะกลับบ้านพรุ่งนี้เพรนาะลาออกจากการฝึกแล้ว แต่เพียงแค่นั้นชายหนุ่มก็รู้ได้ว่าเรื่องทุกอย่างคงจบลงแล้ว
“ขออนุญาตครับ” ทักกี้พูดพลางเคาะประตูให้สัญญาณคนข้างในก่อนจะเลื่อนประตูออก
“อิมาอิซังอยู่รึเปล่าครับ” ชายหนุ่มถามเมื่อมองไปรอบห้องแล้วไม่เจอคนที่ตัวเองกำลังมองหาอยู่
“โค้ชอิมาอิหนะเหรอ เขาเป็นโค้ชพิเศษหนะ จริงๆแล้วต้องอยู่ที่นี่อีกสองวัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามีธุระด่วนอะไรรึเปล่า เมื่อเช้าเห็นรีบร้อนอกไปแล้วหนะ เอาของออกไปด้วยหมดเลย คงไม่กลับมาแล้วหละ” คนที่อยู่ข้างในหันมาตอบ คนตัวขาวรู้สึกแปลกๆ ที่แน่ๆตอนนี้เหมือนมีคนเอาของแข็งมาฟาดหัวแรงๆจนมันเบลอไปหมด ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายที่ช่วงดูแลมาตลอดก่อนจะออกจากหอไปที่สถานีรถไฟ
***************
“ทักกี้” คนผิวเข้มเรียกคนที่นั่งเหม่ออยู่บนโต๊ะเรียนในช่วงพักกลางวันที่จ๊อกแจ๊กจอแจ คนตัวขาวที่ถูกเรียกเหลือบตาไปมอง ก่อนจะหันกลับมามองตรงไปข้างหน้าด้วยความหงุดหงิดอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เปิดเทอมมา คนที่โลกส่วนตัวสูงอยู่แล้วอย่างทักกี้กลายเป็นคนที่เงียบยิ่งกว่าเดิมอีก
“ถ้าจะคุยเรื่องเค้า ชั้นไม่อยากฟัง” แม้ทักกี้เองจะรู้สึกขัดใจไม่น้อย แต่ว่าเขาเองก็ได้ยินเสียงถอนหายใจจากเพื่อนของเขาเหมือนกัน
ความรู้สึกของทักกี้ตอนนี้มันตีกันยุ่งไปหมด การที่อยู่อีกฝ่ายก็หายเป็นเหมือนต้องการจะหลบหน้าแบบนี้ ไม่ทิ้งไว้แม้กระทั่งที่อยู่ เบอร์โทร หรืออะไรก็ตามแต่ ก็บอกได้ชัดอยู่แล้วว่าเขาไม่อยากจะเจอหน้า และมันก็ทำให้ทักกี้รู้สึกแย่มากพออยู่แล้ว และมันก็บอกได้ชัดเจนพอแล้วสำหรับทักกี้ว่า เขาเองก็เป็นแค่คนที่รู้จุกคนนึงเท่านั้น ไม่ใช่คนพิเศษเหมือนที่เค้ารู้สึกกับอีกฝ่ายซักหน่อย
“นายจะว่ายังไงมันก็เรื่องของนาย แต่ชั้นแค่อยากให้นายเห็นนี่เท่านั้น” เอกสารแผ่นบางๆไม่กี่แผ่นถูกโยนลงโต๊ะของทักกี้ด้วยฝีมืออีกฝ่ายก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกไปรับแฟนที่อยู่ห้องข้างๆไปกินข้าว
“คราวนี้อาจจะไม่ได้เจอกันอีกตลอดไปเลยก็ได้นะ” ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังได้ยินเสียงอีกฝ่ายพูดแว่วๆ
แม้ว่าจะพยายามขนาดไหน แต่สุดท้ายตาคมก็อดจะเหลือบมองลงไปที่เอกสารแผ่นนั้นไม่ได้
เอกสารประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับทุนไปเรียนต่อ.........
***************
...ตลอดไป อย่างนั้นเหรอ...
คาบเรียนช่วงบ่าย ตาของทาคิซาว่าจับจ้องอยู่ที่ตัวหนังสือบนตำราเรียนที่วางไว้บนดต๊ะ แต่เสียงของอาจารย์รวมถึงสมาธิของเขาไม่ได้พุ่งไปที่ตัวหนังสือนั่นเลยซักนิด ในหัวของเขามีเพียงแค่คำพูดของเพื่อนรักรวมทั้งตัวหนังสือในกระดาษที่ได้อ่านเมื่อตอนเที่ยง ถึงเขาจะไม่ได้นั่งจ้องมันอยู่ตอนนี้ แต่กลับจำมันได้ทุกตัวอักษร
“ขอโทษนะครับ วันนี้ผมขอตัวกลับบ้านก่อน” ชายหนุ่มเดินไปพูดกับอาจารย์เมื่อได้ยินเสียงออดหมดคาบ ทักกี้ไม่ได้รอฟังคำอนุญาต คัดค้าน หรืออะไรทั้งนั้น ชายหนุ่มกวาดเอาสัมภาระส่วนตัวลงกระเป๋าอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินออกนอกห้องอย่างเร่งรีบ
และเจ้าตัวก็หมายความอย่างที่ว่าจริงๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดีชายหนุ่มก็เดินทางถึงบ้าน แม่บ้านตกใจไม่น้อยที่เห็นคุณชายของบ้านกลับมาแต่หัววันแบบนี้ ทาคิซาว่าเดินขึ้นห้องนอนของตัวเอง อย่างแรกที่ทำก็คือเปิดคอมพิวเตอร์ หน้าต่างอินเตอร์เน็ตถูกเปิดขึ้นเป็นลำดับต่อมาอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่กี่วินาทีบวกกับคีย์เวริดไม่กี่คำ รายละเอียดที่ชายหนุ่มต้องการก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ทุนที่ให้ไปศึกษาต่อด้านแฟชั่นดีไซน์เนอร์ที่ประเทศฝรั่งเศส และรายละเอียดอีกมามาย แต่สิ่งที่ย้ำกับทักกี้ถึงเรื่องที่เพื่อนพูดทิ้งไว้คือชื่ออิมาอิ ซึบาสะที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้รับทุน
แม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามไม่นึกถึงเรื่องที่ผ่านมานัก แต่คงเป็นเพราะว่าร่างกายคงจะทนทรยศความรู้สึกอีกต่อไปไม่ไหว เพราะหลังจากนั้นไม่นาน คนผิวขาวก็มายืนอยู่ด้านหน้าของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ดวงตาคมจ้องไปที่หน้าประตูทางเข้า และแน่นอนว่าสถานที่ที่ชายหนุ่มกำลังจับจ้องอยู่ก็คือสถานที่ที่ผู้รับทุนจะต้องมารายงานตัว
จะว่าไปทักกี้ก็ไม่ค่อยแปลกใจนักที่ซึบาสะได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศในสาขานี้โดยเฉพาะ แม้ตัวเขาเองจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในวงการ หรือว่ามีเซนซ์ทางด้านแฟชั่นที่ดีเลิศ แต่ว่าชายหนุ่มเองก็คิดว่าซึบาสะมึความสามารถทางด้านนี้อยู่มากทีเดียว สังเกตได้จากการแต่งตัวของอีกฝ่าย รวมไปถึงหัวข้อสนทนาระหว่างเขาสองคนที่คนตัวบางเคยบอกว่าออกแบบเสื้อผ้าเป็นงานอดิเรกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่เคยว่าอีกฝ่ายจะได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศแบบนี้
ประตูอัติโนมัติเปิดออกปละเริ่มมีคนทยอยเดินออกมาบ้างแล้ว รวมถึงคนตัวบางในเสื้อลายตารางสีแดงดำกับกางเกงขายาวและรองเท้าหนัง แต่ทาคิซาว่าไม่ได้สนใจการแต่งตัวที่มีสไตล์ของอีกฝ่ายเลยซักนิด ดวงตาคมจ้องที่ใบหน้าของอีกฝ่าย ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ รู้เพียงแค่ความรู้สึกข้างในตัวมันกำลังตีปนเปไปหมด ทั้งคิดถึง ดีใจ กลัว และอีกมากมายที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าบรรยายออกมายังไง
“ทาคิซาว่า” คนตัวบางพึมพำเบาๆเมื่อสายตาประสานเข้ากับคนตัวขาว แน่นอนว่าซึบาสะจะต้องเห็นอีกฝ่ายแน่เพราะชายหนุ่มยืนรออยู่ห่างจากทางเข้าไม่ถึงห้าเมตรดีด้วยซ้ำ สีหน้าคนตัวบางตกใจไม่น้อยที่จู่ๆก็เจอคนที่ไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้และท่าทางตกใจนั่นก็ทำให้ทักกี้รุ้ได้ในทันทีว่าคนตรงหน้านี่จงใจหลบหน้าเขาตั้งแต่วันนั้นจริงๆด้วย
ซึบาสะมองคนตรงหน้าอย่างตกใจ แน่หละ ข้อหนึ่งเขาไม่ได้เตรียมใจที่จะเจอชายหนุ่มตรงหน้านี่ ข้อสองการที่ทักกี้มายืนดักรออยู่ตรงนี้ได้ก็เป็นการบอกไปในตัวว่าทาคิซาว่ารู้เรื่องที่เขาได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้ว
แม้ว่าจะพยายามบอกตัวเองหลายครั้งว่าอย่างตั้งความหวังลมๆแล้งๆแค่เพราะคำพูดกำกวม แต่ซึบาสะก็อดดีใจไม่ได้ที่เห็นคนตรงนี้ยืนอยู่ ตลอดหลายอาทิตย์มานี่เบอร์โทรศัพท์ของทักกี้ถูกพิมพ์เข้าแล้วก็ลบออกหลายครั้งบนโทรศัพท์มือถือของเขา ซึบาสะเองก็บอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงทำเหมือนคล้ายๆจะหลบหน้าอีกฝ่ายไปแบบนี้ เขายอมรับว่าตัวเองกลัวที่จะเผชิญกับความจริงที่ว่าคนตรงหน้านี่ไม่ได้คิดอะไรเลยกับเรื่องที่ผ่านมา แต่ตอนนี้คงหมดที่วิ่งหนีสำหรับเขาแล้ว
“ขอโทษนะครับที่ผมไม่มีดอกไม้มาแสดงความยินดี” คนตัวขาวพูดขึ้นเป็นการทักทาย ซึบาสะเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“จะไม่พูดอะไรหน่อยหรือ??” ชายหนุ่มถามเสียงเบา
“ไปทานข้าวกันมั๊ย” ซึบาสะสบตาอีกฝ่ายตรงๆ เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร ชายหนุ่มก็ถือว่านั่นเป็นการตอบรับ
บรรยากาศในรถเงียบกริบ บนถนนเต็มไปด้วยรถมากมายที่พร้อมใจกันใช้ในช่วงเวลาเดียวกันส่งผลให้รถที่พวกเขานั่งมาติดอยู่มาเกือบครึ่งช่วงโมงแล้ว ท้องฟ้าข้างนอกมืดครึ้มและฝนก็เริ่มตกเปาะแปะ
“คุณจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสจริงๆหรือ” คนตัวขาวถามพลางหันมามองคนที่นั่งอยู่ตำแหน่งคนขับ
“อืม..”ซึบาสะตอบ ยังไม่ละสายตาออกมาจากถนน
“แล้วทักกี้หละ ปีนี้ก็จะเอนท์แล้วไม่ใช่หรือ จะเรียนอะไรหละ” ซึบาสะเริ่มชวนคุยบ้าง
“ผมคงจะเรียนหมอ...ส่วนเรื่องกระโดดสูง” ชายหนุ่มตอบ และคำว่ากระโดดสูงคงจะมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ซึบาสะหันหน้ามาคุยกับเขาได้
“อีกสองปี ตอนนั้นขาผมจะไม่มีปัญหาอะไรอีก ผมจะกลับมาเล่น” ชายหนุ่มพูดต่อก่อนจะเงียบไป ริมฝีปากสีเข้มเม้มเหมือนเจ้าตัวกำลังใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะพูดอะไรต่อไปดี
“อย่างนั้นเหรอ” คนตัวบางตอบสั้นๆ ทำท่าว่าจะหันกลับไปสนใจกับถนนอีกครั้ง
“ซึบาสะ” แต่เสียงเรียกที่ดูจริงจังกว่าปกติเรียกสายตาของเจ้าตัวให้ไปหยุดอยู่ที่อีกฝ่ายจนได้
“ที่ผมพูดวันนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องกระโดดสูง” ชายหนุ่มหลุบตาลงสูดหายใจยาวๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูด
“อะไร??” แม้จะพอเข้าใจที่อีกฝ่ายพูด แต่ชายหนุ่มก็อยากจะมั่นใจว่ามันคืออะไร
“ช่วยเป็นปีกให้ผมตลอดไปได้รึเปล่า??” คำพูดกินนัยคำเดิมไม่ผิดเพี้ยนบอกให้ซึบาสะรู้ว่าตอนนั้นชายหนุ่มไม่ได้พูดด้วยแรงอารมณ์
“ผมรักคุณ” น้ำเสียงจริงจังของอีกฝ่ายทำให้ความรู้สึกอะไรบางอย่างของซึบาสะเหมือนจะล้นออกมา
“ถึงยังไง ชั้นก็ตอบรับทุนไปแล้ว” นั่นเป็นการบอกว่าถึงอย่างไร ชายหนุ่มก็จะไปฝรั่งเศสแน่ๆ
“หลังจากนี้สองปี ชั้นเองก็จะเรียนจบแล้วกลับมาที่ญี่ปุ่น ถ้าถึงตอนนั้นแล้ว....” ชายหนุ่มกระซิบประโยคสุดท้าย ก่อนจะแตะริมฝีปากตัวเองกับอีกฝ่ายเบาๆ และนั่นก็วาดรอยยิ้มบนใบหน้าให้คนได้สองคน
***************
“จะไปจริงหรือ ซึบาสะ” คนตัวขาวพูดขึ้นมาอีกครั้ง แต่เหมือนการพูดลอยๆเสียมากกว่าเมื่อเจ้าตัวเหมือนจะรู้คำตอบนั่นอยู่แล้ว คนถูกถามไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่มองอีกฝ่ายให้เต็มๆตาเท่านั้น
เสียงประกาศเรียกของทางสนามบินบอกได้ดีว่าถึงเวลาที่จะต้องจากกันจริงๆแล้ว ดวงตาคมสบตากับอีกฝ่ายก่อนที่จะคว้าตัวซึบาสะเข้ามากอดแน่น
“Je vous étreins, mon amour..... pour toujours.....” ทักกี้กระซิบเบาๆข้างหูของอีกฝ่ายก่อนจะคลายอ้อมกอด
...ผมอยากจะสัมผัสได้ถึงคุณเสมอ แม้คุณจะไม่ได้อยู่ที่นี่ อยากจะกอดคุณ ให้ได้นานที่สุดเท่านั้นเอง...
“คุณจะไปฝรั่งเศสนี่ คงฟังออกใช่มั๊ย” ชายหนุ่มกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ คงเป็นรอยยิ้มแรกในวันนี้ที่ทักกี้มอบให้อีกฝ่าย และซึบาสะเองก็พยายามเก็บมันเข้าไปในความทรงจำให้มากที่สุดเหมือนกัน
***************
“ขอโทษนะครับที่ผมต้องพูดแบบนี้อีก แต่ว่ายังไงผมก็จะไม่ฝึกกับโค้ชคนนี้หรอกนะครับ” ชายหนุ่มตัวขาวที่เป็นหนึ่งในนักกีฬาในค่ายที่มุ่งสู่นักกีฬาทีมชาติกล่าวพลางก้มหัวให้ชายสองสามคนที่อยู่ในห้องก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป คนผิวน้ำผึ้งที่ยืนอยู่ที่ห้องพักของโค้ชที่มีม่านบางๆวาดรอยยิ้มกว้างที่ริมฝีปาก แต่ก็อดจะส่ายหัวในการแสดงออกของอีกฝ่ายไม่ได้ เจ้าตัวเดินออกมา พลางมองมือกุมขมับของผู้จัดการนักกีฬากับชายหนุ่มที่เพิ่งเดินออกไป
“ผมขอไปเดินเล่นหน่อยนะครับ ไม่ได้มาซะนานเลย” คนตัวบางกล่าวกับอีกฝ่ายหลังจากที่สนทนาเรื่องนักกีฬาที่เป็นปัญหาของอีกฝ่ายได้ซักพัก
ซึบาสะไปเดินเล่นก่อนที่จะรู้สึกถึงแรงกอดจากข้างหลัง
“je m'ennuie de vous tellement” แม้จะไม่ได้เจอกันมานาน แต่ซึบาสะกลับจำเสียงของอีกฝ่ายได้แม่นนัก
“คุณจะเป็นปีกให้ผมก้าวต่อไปถึงท้องฟ้าได้รึเปล่าครับ” ทักกี้หมุนตัวอีกฝ่ายกลับมาก่อนจะเอ่ยถาม
“เจอหน้ากันก็ทวงสัญญาเลยเหรอ” ชายหนุ่มกล่าวยิ้ม แทนคำตอบ ทาคิซาว่ายิ้มน้อยๆก่อนจะยื่นใบหูของตัวเองเข้ามาใกล้ใบหน้าของอีกฝ่าย
“je t'aime..”
ถ้าถึงตอนนั้นแล้ว...เราจะบินไปบนท้องฟ้าด้วยกัน
The end
เป็นยังไงกันบ้าง อาจจะมีพิมพ์ผิดเยอะหน่อยเพราะเพิ่งแต่งเสร็จสดๆร้อนๆเลย รีบเอามาลงก่อนเพราะไม่อยากจะลงช้าไปกว่านี้อีก คนอ่านอาจจะบอกว่าไม่ยาว แต่คนแต่งรู้สึกว่ามันยาวมาก
แต่ว่างงกันรึเปล่าเนี่ย ตอนช่วงหลังๆอ่ะ คือสำหรับเรื่องนี้เราตั้งใจจะให้ "ช่วยเป็นปีกให้ผมตลอดไปได้รึเปล่า" แปลว่า "ผมรักคุณหนะ" ไม่เห้นเกี่ยวกันเลยฝช่ป่ะ แต่เราอยากเขียนอ่ะ555+
สำหรับภาษาฝรั่งเศสนะค่ะ
Je vous étreins, mon amour..... pour toujours.... แปลว่า i'm hugging you my love forever
je m'ennuie de vous tellement แปลว่า i miss you so much
ส่วน je t'aime.. แปลว่า i love you ค่ะ
ชอบไม่ชอบเมนท์ทิ้งเอาไว้เลยเน้อ....
สำหรับแฮบพีจัง ถ้าใครจำได้มันคือเรื่อง incomplete เราเพอ่งเขียนไปได้นิดเดียวเอง เพราะงั้นมันต้องเลทมากอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย แต่ว่าเราจะพยายามเอามาลงให้เร็วที่สุดแล้วกัน เผื่อจะมีคนรออยู่555+
พีเอส. คิดถึงทุกคนจังเลย
พีเอส2. ยังมีใครอ่านฟิคเราอีกมั๊ยเนี่ย
พีเอส3. มีใครจำเรื่อง fairy tale กับ betray's love ได้บ้าง555+ หลังจากเสร็จฟิควันเกิดพีจังเมื่อไหร่เราจะเข็นมันมาลงต่อให้ได้
พีเอส4. สุขสันต์วันสงกรานต์ล่วงหน้าเน้อ...
พีเอส5. รักที่รักกี้ที่สุดในโลก
พีเอส6. ใครอ่านฟิคเราบ้าง แสดงตัวด่วน 555+
พีเอส7. คนแต่งอ่านคอมเมนท์แล้วแฮบปี้ มีกำลังใจอยากเขียนต่อน๊า
พีเอส8. พีเอสโคดยาว ไปดีกว่า
ชอบมากมายเรยงะ
เฮียกี้น่ารักมากๆเรยงะ
หาข้อมูลมาดีมาก นับถือ
ขอบคุณนะฮับ