上記の広告は1ヶ月以上更新のないブログに表示されています。
新しい記事を書く事で広告が消せます。
ฟิคทักกี้ซึบาสะเรื่องแรกที่เราแต่ง อยากแต่งเพราะดูคอนฉาตาจิกับได้ฟังเพลงของ kobukuro (เราลงเนื้อเพลง+คำแปลเอาไว้แล้ว ถ้าใครไม่เคยอ่านไปดูได้ที่ lyric นะค่ะ) เป็นเรื่องที่มีคนหลงเข้ามาอ่านแล้วชอบเราก็เลยมีแรงบันดาลใจในการแต่งฟิคต่อๆมา

อ่านกันสนุกๆนะค่ะ

title :: just you & i
author :: miharu
charactor :: tackey & tsubasa

“ทำไมนายถึงไม่ยอมฟังชั้นบ้างหละ” เสียงห้วนจัดที่ดังขึ้นท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาไม่หยุด

“หรือนายเบื่อที่จะคอยสนใจชั้นแล้ว” เสียงของคนๆเดิมพูดชึ้นอีก มือเรียวสีน้ำผึ้งกำค้างอยู่ที่ล็อกเก็ตที่เคยห้อยอยู่กับสร้อยคอ ล็อกเก็ตที่ตอนนี้ตัวเองเอามาถือเอาไว้ที่แผ่นอกบาง ที่ๆใกล้กับหัวใจมากที่สุด เปลือกตาบางๆหลับพริ้ม สองมือกอดตัวเองเอาไว้ด้วยความหนาว แต่ที่มากกว่านั้นคือน้ำเสียงในแบบที่ไม่เคยได้ยินจากคนรัก

ชั้นอยากอยู่คนเดียวซักพัก ขอเวลาให้ชั้นบ้างได้มั๊ย ชั้นอาจจะเหนื่อย.....จนรับไม่ไหวแล้ว

เปลือกตาบางๆกระพริบถี่ไล่ความรู้สึกหนักอึ้งที่โถมทับอยู่ตรงขอบตา ดวงตาพร่ามัวไปหมดไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำฝนหรือน้ำตา แผ่นหลังภายใต้แจ็คเก็ตยีนส์เปียกชุ่มที่เค้าเห็นมันกำลังสั่น หรือตาเค้าจะพร่ามัวจนจับภาพไม่ได้กันแน่

“นายคงรู้สึกแย่กับชั้นมากสินะ” เสียงของตัวเองแผ่วเบาจนแทบจะจำไม่ได้ แต่ตอนนี้เค้าเองก็ไม่มีแม้แต่แรงที่จะพยุงตัวเองเอาไว้แล้ว

ตุบ!!

***************

“ทำไมนายถึงไม่ยอมฟังชั้นบ้างหละ” เสียงนุ่มทุ้มของคนรักดังผ่านเข้ามาในหู เสียงที่บีบคั้นและห้วนจัด บางทีคำตอบสำหรับคำถามที่เค้าถามผมมา ผมเองก็อาจจะไม่มีให้ ในเมื่อทุกคำพุดของเค้าผมยังได้ยินอยู่ เพียงแค่ผมเบือนหน้าหนีเค้าเท่านั้น

“หรือนายเบื่อที่จะคอยสนใจชั้นแล้ว” น้ำเสียงของเค้าอ่อนลงเยอะ เจือปนไปด้วยความไม่แน่ใจแล้วอ้อนวอนลึกๆ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ยอมหันหน้ากลับไป ตาของผมยังคงจับจ้องอยู่ที่ประตูบ้านที่ผมยืนหันหน้าให้อยู่ ไม่คิดจะเข้าบ้าน ไม่สนใจสภาพอากาศ ปล่อยให้น้ำฝนเย็นเยียบกระทบร่างกายจนชาไปหมด ไหล่ผมไหวนิดๆ รู้สึกได้ถึงความชื้นแฉะบริเวณหัวตาตัวเอง

ผมกำลังร้องไห้

ผมเหนื่อยที่จะต้องปรับตัวหาเค้าเสมอแล้วอย่างนั้นหรือ

ถึงจะรู้ว่าเค้ารักผม

และผมก็รู้ว่าเค้าเองก็รู้ว่าผมรักเค้าเพียงใด

แต่เราอาจจะเข้ากันไม่ได้

ตุบ!!

เสียงเหมือนของที่ใหญ่มากๆล้มลงบนพื้น พร้อมกับโลหะสีเงินที่คุ้นตากลิ้งมากระทบเท้าผม ผมหันหลังกลับไปช้อนตัวคนรักขึ้นมาไว้แนบอกก่อนจะรีบพาเข้าบ้าน ตัวของเค้าร้อนมาก เสียงหอบหายใจก็ดูน่ากลัว ผมกำจี้ของเค้าเอาไว้ในมือแน่น ในหัวของผมไม่รับรู้อะไรเท่าไหร่นัก นอกจากคำพูดแผ่วเบาที่ดังแว่วมาพร้อมๆกับจี้ที่กระทบเท้าของผม

“นายคงรู้สึกแย่กับชั้นมากสินะ”

***************

แกร๊ก....

ผมลืมตาช้าๆเพื่อปรับแสง ก่อนจะยกหัวขึ้นจากเตียงที่ผมใช้เผ้าไข้คนรัก เอียงคอซ้ายขวาเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยขบ หูแว่วได้ยินเหมือนเสียงเครื่องยนต์ ก่อนที่ผมจะพบว่าคนที่ผมเฝ้าอยู่ก่อนที่จะหลับนั้น ไม่อยู่เสียแล้ว ถ้างั้นเสียงปิดประตูที่ทำให้ผมตื่นก็ของเค้าสินะ

แทนที่ผมจะตามเค้าออกไป เค้ายังไม่สบาย สมองผมบอกว่าอย่างนั้น แต่ผมก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงพาตัวเองลงมานอนทับรอยอุ่นๆของตัวเค้าบนที่นอนแทน ซุกหน้าลงไปในหมอนที่เค้าหนุนให้แน่นๆ แน่นจนได้กลิ่นผมหอมจางๆของเค้า

หรือผมจะเหนื่อยแล้วจริงๆ

ตึก...ตึก...

ห้องที่เงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงเดินของเข็มนาฬิกาแบบนี้ทำให้ผมไม่สบายใจเอาเสียเลย ผมเงยหน้าขึ้นจากหมอนที่ซุกอยู่กะว่าจะไปที่ๆทำให้ผมผ่อนคลายมากกว่านี้หน่อย จะได้ตัดสินใจได้เสียทีว่าผมควรจะทำอะไรลงไป แต่แทนที่ผมจะได้เดินออกไปจากห้องพร้อมกับกุญแจรถคันโปรด ผมกลับสะดุดตากับกระดาษโน้ตใบเล็กที่วางไว้ข้างกุญแจรถของผม ลายมือที่คุ้นตามีอิทธิพลกับผมมากพอที่จะไม่ทิ้งมันไว้เฉยๆ ตัวอักษรเพียงแค่ไม่กี่ตัวที่อยู่บนนั้นที่เค้าเขียน บอกให้ผมรู้ว่าเค้ารักผมมากเพียงใด

***************

ท่ามกลางดอกทิวลิบที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆไปทั่วบริเวณ เจ้าของร่างผิวสีน้ำผึ้งผุดผ่องนั่งอยู่ข้างๆรถมอร์เตอร์ไซค์คันโปรด มือเรียวบางถือกระป๋องเครื่องดื่มอุ่นๆเอาไว้ ดวงตาสีน้ำตาลล่องลอยไปกับธรรมชาติที่เคยสัมผัส ไม่สนใจกับลมเย็นๆที่พัดมาโดนหน้าทั้งๆที่ตัวเองพึ่งหายไข้ ก่อนดวงตากลมโตจะหลับพริ้ม

ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่ว่ายังไงนายก็จะต้องมาหาชั้นแล้วดุว่าเพิ่งหายไข้ทำไมมานั่งตากลมแน่เลย

“ซึบาสะ มาทำอะไรหนะ นายเพิ่งหายป่วยนะ” นั่นไง ว่าแล้วเชียว ชายหนุ่มแรกรุ่นผิวขาวจัดวิ่งมาพร้อมกับเสื้อโค้ตสีน้ำตาลเข้ม

“ดีนะเนี่ยที่ไข้ไม่กลับ” เสียงบ่นที่เค้าเคยโดนผมล้อว่าเหมือนแม่เลยดังขึ้น หลังจากที่เจ้าตัวจัดการเอามืออังและสำรวจร่างกายของผมจนพออกพอใจ ริมฝีปากสีแดงสวยถึงยิ้มให้ผมเหมือนทุกครั้ง รอยยิ้มที่ผมคิดว่าทำให้ดอกไม้รอบด้านหมดความสดใสไปเลยทีเดียว รอยยิ้มที่อยู่ข้างกาย สิ่งที่มีให้เสมอจนตอนนี้คงขาดไม่ได้แล้ว

“หิวรึเปล่านายยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่เดี๋ยวเป็นลมไป” เด็กชายผมทองพูดขึ้นพลางหันซ้ายหันขวาหารถเข็นโอเด้งที่มักจะมาจอดขายที่สวนสาธารณะแห่งนี้

“ไม่เท่าไหร่หรอก นายเพิ่งมาถึงไม่ใช่เหรอนั่งพักอยู่เฉยๆซักแป๊บนึงก็ไม่มีใครว่าหรอก” ตัวของผมเองในอดีตฉุดอีกฝ่ายเอาไว้พลางตบมือแปะๆลงบนพื้นหญ้าข้างตัวเป็นการบอกว่าให้นั่งลงมา

“ไม่ได้หรอก ชั้นเป็นห่วงนาย เดี๋ยวไข้จะกลับอีก” เจ้าตัวพูดพลางปล่อยมือผมแล้ววิ่งออกไปที่รถขายโอเด้งที่มีคุณป้าใจดียืนยิ้มรับลูกค้าอยุ่



..

“อ๊ะ ไหนบอกเดี๋ยวค่อยไปซื้อก็ได้ไง นายกินมากกว่าชั้นอีกนะเนี่ย” ดวงตาที่พราวระยับอยู่เสมอหันมาหลิ่วตาล้อเลียนผม

“แน่หละสิมีคนเลี้ยงฟรีต้องกินให้คุ้ม” ผมยักไหล่พลางตอบ

“งั้นเดี๋ยวเก็บค่าใช้จ่ายดีกว่า” อีกฝ่ายพูดพลางยกนิ้วป้อมๆขึ้นมาทำท่านับ

“อย่าเวอร์หน่า ไม้นึงแค่สองร้อยเยนเอง” ผมในอดีตผลักไหล่เค้าเบาๆพลางเงยหน้ารับลมเย็นๆ

“ล้อเล่น ชั้นจะกล้าไปเก็บเงินกับซึบาสะได้ยังไง” เจ้าตัวพูดพลางหันมายิ้มให้ผม

“นายนี่ใจดีจังเลยน๊า.....มิน่าหละใครๆถึงได้รักทาคาซาว่า ฮิเดอากินัก” เด็กชายผิวน้ำผึ้งพูดขึ้นพลางล้มตัวนอนลงไปบนพื้นหญ้า

“อือ...ใจดี แต่กับนายคนเดียว ไม่ใช่กับทุกคน” เค้าบอกกับผมเสียงนุ่มพลางล้มตัวลงนอนข้างๆ

“ขอบคุณนะ ทักกี้” ผมหันไปยิ้มตอบเค้า

“อือ ไม่เป็นไรหรอก อ๊ะ ท้องฟ้าสวยจัง”

“นั่นสิ......”

.....

....

...

..

.

และความทรงจำอีกมากมายก็หลั่งไหลออกมาเรื่อยๆราวกับไม่มีวันหมด เสียงหัวเราะของชายหนุ่มสองคนที่เล่นกันเหมือนเด็กๆในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งยังคงดังอยู่ในหัวผมเรื่อยๆ ผมเอนตัวลงไปนอนบนพื้นหญ้านุ่ม ที่ๆเดิมที่เคยรองรับตัวผม มองท้องฟ้ายามเย็นที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีส้มอ่อนๆของดวงอาทิตย์ ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ รับลมเย็นๆเหมือนเมื่อก่อน แต่ที่ไม่เหมือนเมื่อก่อนก็คือ ตอนนี้ข้างกายผมไม่มีคนที่ใจดีที่สุดอยู่เป็นเพื่อนนี่สิ

***************

เสียงคลื่นกระทบกับหาดทำให้ผมใจลอยไปเรื่อย ปลายเท้าย่ำลงไปกับทรายขาวนุ่มอุ่นละเอียด ทุกๆครั้งที่ผมคิดไม่ตกเรื่องของซึบาสะ ผมก็จะมาที่นี่เสมอ รวมถึงครั้งนี้ก็ด้วย

ขอโทษที่ทำให้นายรู้สึกไม่ดี.....
เราสองคนอาจจะต้องการเวลาที่จะอยู่เงียบๆ.....
รู้ใช่มั๊ยกว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป.....
รักกันตลอดไป.....

ตัวหนังสือในกระดาษที่เค้าเขียนทิ้งเอาไว้ยังคงวนเวียนไปในหัวของผม สิ่งที่บอกให้รู้ว่าเค้ารักผมและเรารักกันเพียงใด ไม่เคยมีคำว่าเกลียดหลุดออกมาให้ได้ยินซักครั้ง ไม่เคยมีคำว่าเราจะเลิกกัน เราสองคนต้องการแค่เวลา พอเป็นอย่างนี้ทีไรภาพความทรงจำเกี่ยวกับเค้า เสียงของเค้าดังมาให้ผมได้ยินอยู่เสมอไป

ได้ยินเสียงหัวเราะของนายดังมาจากที่ไกลๆ

ได้ยินเสียงจากความทรงจำในอดีตดังอยู่ใกล้ตัวเหมือนมันพึ่งเกิดขึ้น

ได้ยินชัดกว่าเสียงคลื่นที่อยู่ข้างตัวผมเสียอีก

ถึงความเงียบและเวลาจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้มากขึ้น

แต่ผมอยากบอกเค้าเหลือเกินว่า.....ผมยังได้ยินเสียงเค้ากระซิบเรียกชื่อผมอยู่เสมอ

***************

“โอเด้งสองร้อยเยนจ้า....” เสียงตะโกนเรียกลูกค้าของคุณป้าขายโอเด้งยังเหมือนเดิมไม่มีผิด ผมลุกขึ้นเดินหันซ้ายหันขวา ไม่ได้ซื้อของเองคนเดียวนานเท่าไหร่แล้วนะ

ผมยิ้มให้คุณป้าใจดีคนนั้นเหมือนเมื่อก่อนนี้ ก่อนจะเดินเล่นไปรอบๆ ที่ๆผมชอบมานั่งเล่นกับทักกี้เสมอ สูดเอากลิ่นหอมอ่อนๆที่ลอยมากับลมให้เต็มปอด มองท้องฟ้าที่แจมสีส้มอ่อนๆของพระอาทิตย์ยามเย็น ดอกทิวลิบหลากสีสันที่บานชูช่อรับแสงอาทิตย์ช่วงสุดท้ายของวัน พอมองไปที่อีกฝั่งของสวนก็เหมือนจะกลับไปเห็นรอยยิ้มกว้างที่อ่อนโยนที่ติดตา พาลจะทำให้ผมร้องไห้ซะอีก

ลมที่พัดผ่านเบาๆกำลังบอกผมว่า....เหงา....ใช่มั๊ย........

ลมที่พัดผ่านเบาๆกำลังบอกผมว่า....คิดถึง...ใช่รึเปล่า........

ผมไม่ได้มาที่นี่นานเท่าไหร่แล้วนะ

แล้วถ้าผมอยากจะฝากสายลมไปบอกอีกคนว่า...เหงา...จะได้มั๊ย......อยากบอกว่า...คิดถึง...จะได้รึเปล่า.....

***************

“รอชั้นได้มั๊ย” เสียงที่มักจะนุ่มทุ้มอยู่เสมอสั่น เสียงของชื่อที่ปกป้องคนอื่นเสมอ เค้าก้มหน้าลงกับพื้น คงจะกลัวคำตอบสินะ

“ยังไงชั้นก็จะรอนายเสมอ....” ตัวผมในอดีตเอื้อมมือไปแตะแก้มของเค้า พอรับรู้ได้ถึงน้ำอุ่นๆ

“อย่าร้องให้สิ มองชั้นหน่อย” ผมพูดพลางเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มใสๆ ดวงตากลมโตที่ผมหลงใหลชุ่มไปด้วยน้ำตา

“เห็นนี่มั๊ย.....ซึบาสะ” ล็อกเก็ตสีเงินแกะสลักเป็นรูปดอกทิวลิปกระหวัดกัน ภายในบรรจุรูปใบแรกของผมและเค้า แต่มันพิเศษที่ว่ารูปนี้เค้าเป็นคนถ่าย

“มันเป็นของนายนะ แต่ตอนนี้ฝากไว้กับชั้นก่อน รีบๆกลับมาเอาคืนหละ พอกลับมาแล้ว นายต้องถ่ายรูปที่สวยที่สุดของชั้นกับนายเก็บไว้นะ” ผมบอกเค้าพลางใส่สร้อยให้ตัวเอง

และวันนั้นก็เป็นวันแรกที่ผมได้รับสัมผัสนุ่มอุ่นจากริมฝีปากของเค้าโดยที่ผมไม่ต้องเริ่ม จูบที่หอมนุ่มเหมือนครีมบนกาแฟ ขมไปด้วยการจากลา แต่ก็หวานฉ่ำลึกๆอยู่ในคอ

“ชั้นรู้ว่ามันหมายความว่าอะไร เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไงนายก็ต้องเก็บไว้ให้ชั้นรู้มั๊ย อาจจะนานหน่อยแต่ยังไงก็กลับมาเอาคืนแน่ๆ” ผมจำได้ทุกรายละเอียด ตั้งแต่ต้นจนคำพูดสุดท้ายของเค้าก่อนจะไป ผมไม่เคยลืมว่าวันนั้นเราสองคนไม่ได้พูดคำว่ารัก ไม่ได้ให้แม้กระทั่งของต่างหน้า เพราะเราสองคนรู้ดีว่าแค่ความทรงจำระหว่างเราสองคนมันก็มากพอที่จะเกี่ยวเราเอาไว้ด้วยกัน

แน่นอนว่าเมื่อมีการพบกัน ก็ต้องมีการจากลา แล้วเราก็จะกลับมาพบกันอีก ผมในตอนนี้มองน้ำทะเลที่เป็นประกายเมื่อกระทบกับแดดยามเย็นเป็นฉากรองรับภาพความทรงจำ ความทรงจำที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ลืมไม่ได้

สิ่งที่เรียกรอยยิ้มบางๆได้ทุกครั้งที่นึกถึง

ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ได้สะท้อนแต่รอยยิ้ม

ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ได้สะท้อนแต่เสียงหัวเราะ

แต่สิ่งนั้นไม่ใช่หรือที่ทำให้เรารับรู้ได้ว่า.....เรามีกันและกันเสมอ….

เสียงเจี้ยวจ้าวของเด็กตัวเล็กๆที่ออกมาเล่นน้ำทะเลยามเย็นกับเพื่อนเริ่มเงียบลงแล้ว เป็นสัญญาณที่บอกได้ดีว่าตอนนี้ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ผมเดินกลับไปที่รถ สูดอากาศเย็นสบายของทะเลยามเย็นอีกครั้ง

คิดไปเองรึเปล่าว่าได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาจากคนที่ผมรักมากที่สุด.....คิดถึง.....

***************

อุ่นจัง...

นิ่มกว่าเดิมด้วย...

ความรู้สึกสบายตัวที่ไม่น่าจะมาจาการนอนโดยใช้พื้นหญ้าต่างเตียงกำลังทำให้ผมไม่อยากตื่น ความอุ่นสบายที่เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวบางไม่น่าจะให้ได้กำลังจะกล่อมผมสู่นิทราอีกครั้ง

“นายจะนอนค้างที่นี่หรือไง เดี๋ยวไข้กลับหรอก” ผมลืมตาขึ้นมาช้าๆ กระพริบตาปริบๆ ในสมองกำลังประมวลความคิดอย่างหนักว่านี่คือความฝันหรือความจริง

“เอ้า...จะกระพริบตาปริบๆอยู่อย่างนี้อีกถึงอีกเมื่อไหร่” มือขาวแข็งแรงขยี้ผมของผมเบาๆ ตอนนี้ผมรู้สึกแบบไหนก็บอกไม่ถูก รู้แค่ว่าเวลาดอกไม้ที่ถูกแดดแรงๆแผดเผาจนแห้งเวลาได้รับน้ำเป็นยังไง ชุ่มชื้นขึ้นแค่ไหน

“กลับบ้านเรากันเถอะ” มือแข็งแรงเอื้อมมาฉุดให้ผมลุกขึ้น ก่อนที่จะเริ่มเดินออกไป

“อ้อ.....แล้วนี่หนะของๆนายอย่าลืมเอาไว้ที่ชั้นอีกหละ” ริมฝีปากสีแดงรูปกระจับหันมามอบยิ้มให้ผม รอยยิ้มที่ผมคิดว่าทำให้ดอกไม้รอบด้านหมดความสดใส รอยยิ้มที่ยังคงเป็นของผมอยู่เสมอตั้งแต่เมื่อก่อนจนถึงตอนนี้ รอยยิ้มที่ทำให้ผมยิ้มกว้างที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกว่าสายลมที่เคยกระซิบบอกผมว่าเหงาเพียงใดแปลเปลี่ยนเป็นสายลมที่พาความรู้สึกอบอุ่นมาปลอบประลอมผมอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ผมอยากจะฝากสายลมไปอีกครั้ง พัดไปบอกท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่คอยโอบล้อมปีกอย่างผมเอาไว้

......ไม่ว่ายังไง...ผมกับเค้าก็จะเดินข้ามผ่านสายรุ้งคู่นั้นไปด้วยกัน..จะเหลียวกลับไปมองที่เส้นทางที่เดินผ่านมาด้วยรอย
ยิ้ม.......เพราะร่องรอยที่ของความทรงจำที่ผมก้าวผ่านมา........ทำให้ผมรับรู้ถึงการมีอยู่ของความรักระหว่างเราสองคน.....

ผิดหรือเปล่า......ที่ผมรู้สึกกลัวจับใจว่าอีกฝ่ายจะเหนื่อยกับการรับความรักในรูปแบบของผม
ผิดหรือเปล่า......ที่ผมกลัวว่าผมกำลังจะขาดเค้าไป
ผิดหรือเปล่า......ที่ผมทำเหมือนไม่มั่นใจในตัวเค้า
ผมไม่ใช่คนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ถึงขนาดที่จะทำตามที่เค้าขอทุกคำ
แต่ที่ผมสามารถทำได้ถึงขนาดนี้....อาจเป็นเพราะว่าผมเองก็เพิ่งจะรู้เหมือนกัน..........ว่าผมขาดเค้าไม่ได้.......

......ผมรัก....มากจนไม่สามารถขาดเค้าได้อีกแล้ว.....

***************

ผมคิดว่าไม่ใช่สายลมที่บอกผมว่าเหงาเพียงใดหรอกที่ทำให้ผมลงทุนขับรถคนโปรดไปทิ้งไว้ที่บ้านเพื่อเดินตามทางสายเดิมที่เมื่อก่อนผมต้องเดินมาหาเค้าทุกวัน

ผมตัดสินใจได้แล้ว....ไม่ใช่สิ ผมรู้แล้วต่างหาก เวลาที่ผ่านมา เราผ่านอะไรด้วยกันมามาก ทั้งความทรงจำที่ไม่อยากให้ผ่านไป ความทรงจำที่ไม่ได้สะท้อนแต่รอยยิ้มหรือความสุขสม ภาพทั้งหมดกลายเป็นเพียงหนังสือรูปภาพเล่มหนึ่งที่วางอยู่ข้างตัวผม นานวันเข้าผมก็สามารถเปิดดูมันได้อีกพร้อมกับรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เพราะ สักวันสิ่งเลวร้ายที่เราข้ามมามันจะกลายเป็นเพียงแค่แผลของกาลเวลา แผลที่อีกไม่นานเราก็จะลืมมันไว้ข้างหลัง เหลือไว้แค่ร่องรอยที่บอกว่าผมกับเค้ารักกันมากแค่ไหน

ถึงแม้ตอนนี้ผมยังไม่อาจทำอย่างนั้นได้

แต่ว่า.......ผมก็ยังรอคอยวันแบบนั้นอยู่เสมอ

ผ่านเส้นทางสายเดิมมาไม่เท่าไหร่ ภาพของสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยดอกทิวลิปก็ปรากฏเข้าสู่สายตาผม ที่ๆเดิมที่ผมกับเค้าเคยนอน ปรากฏร่างบางผิวสีน้ำผึ้งภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวกำลังนอนหลับอยู่ ผมเข้าไปนั่งข้างก่อนจะยกหัวเค้าขึ้นมานอนบนตักผม ห่มเสื้อโค้ดสีเบจลงไปทับเสื้อเชิ้ตบางๆให้อีกชั้นก่อนที่เค้าจะกลับมาเป็นหวัดอีก

ตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่แล้วเราจะเป็นเหมือนเดิม

***************

“ขอโทษนะ ทักกี้” พอกลับมาถึงบ้านพักริมฝีปากอิ่มก็เอ่ยขอโทษอีกฝ่าย มือเรียวยาวจับอยู่ที่ปลายเสื้อกล้ามสีเข้ม

“ชั้นควรจะมีเวลาให้นายมากกว่านี้อย่างที่นายบอกจริงๆหละ”

“นายไม่ต้องขอโทษหรอก ชั้นเองต่างหากที่ผิด นายมีนิสัยรักความเป็นส่วนตัวสูง คนเราเปลี่ยนนิสัยกันง่ายๆไม่ได้หรอก” ทักกี้หันหน้ามายิ้มให้ซึบาสะ เอามือมาบีบแก้มนุ่มๆสองข้าง

“ว๊า....แย่จัง เลยอดไปเที่ยวเลย ถ้างั้นพรุ่งนี้ทำงานเสร็จเมื่อไหร่เราลาพักร้อนกันเถอะ” แก้มนุ่มๆที่โดนมือของทักกี้กุมเอาไว้ขยับยุกยิกเนื่องจากเจ้าตัวกำลังยิ้มหวานให้

“ครับ งานนี้ก็ฝากตัวด้วยนะครับคุณนายแบบ”

“เช่นกันครับคุณช่างภาพ เอาหละไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้ว”

“อื้อ ไปกินข้าวกัน แต่เมื่อยแล้วอ่ะ เดินไปถึงที่ร้านอาหารที่ทีมงานจองไว้ไม่ไหวหรอก ขอขี่คอหน่อยนะ” ดวงตากลมโตเป็นประกายสุกใสด้วยความซุกซน ถึงคนอย่างทาคิซาว่าจะแพ้สายตาแบบนี้ แต่ว่าจะยอมฟรีได้ไง...จริงมั๊ยครับ

“จูบทีนึงก่อน แล้วเดี่ยวจะบริการไปส่งถึงที่เลย” รอยยิ้มปีศาจเจ้าเล่ห์ปนลามกปรากฏแทรกทับรอยยิ้มที่สดใสกว่าดอกไม้ซะแล้ว แถมยังวงแขนแข็งแรงที่เจ้าตัวจงใจวางแหมะไว้กักตัวอีก แต่สนองให้หน่อยจะเป็นไรไป

ริมฝีปากอิ่มค่อยๆประทับลงบนปากของอีกฝ่ายแผ่วเบา อ้อยอิ่งค้างอยู่ซักพักก่อนจะสะกิดปลายลิ้นรอบๆริมฝีปาก มือเรียวสีน้ำผึ้งเอื้อมไปคล้องคออีกฝ่ายเพื่อดันให้หน้าลงมาชิดกันมากกว่าเดิม ส่วนอีกข้างก็เอื้อมเข้าไปลูบปลายผมเล่นแผ่วเบา ขาภายใต้กางเกงยีนส์ของทักกี้ถูกขาเรียวยาวของซึบาสะคลอเคลียอยู่รอบๆ แต่พอทักกี้คิดจะสานต่อจูบหวานๆของอีกฝ่าย ซึบาสะก็ใช้ความเร็วและความคล่องตัวผละอีกฝ่ายออก ก่อนที่จะพลิกตัวหนีกระโดดขึ้นหลังทักกี้อย่างรวดเร็ว

“เร็วสิทักกี้ หิวแล้วน๊า....” ลมหายใจอุ่นๆกระทบใบหูของทักกี้ พอเหลือบตาไปนิดๆก็เห็นริมฝีปากสีแดงสดยั่วตาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก

...ชักอยากกินอย่างอื่นมากกว่าข้าวแล้วสิ...

“เร็วหน่อยสิ...” เสียงนุ่มๆหวานๆยังคงเร่งอีกฝ่ายต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขยับตัวได้ช้าเกินควรไม่ทันอกทันใจเอาเสียเลย

“ถ้า......” พอสิ้นเสียงกระซิบเท่านั้นแหละ ขาที่เมื่อครู่เหมือนไม่มีเรี่ยวแรงก็ขยับก้าวเดินได้อย่างรวดเร็วเหมือนติดสปีด ริมฝีปากสีสดยิ้มแย้มอย่างมีความสุข แต่มันดูน่าหมั่นไส้ยิ่งนักในสายตาของอีกฝ่าย น่าหมั่นไส้จนต้องหยิกแรงๆสักทีสองทีที่ต้นแขน

“โอ๊ย....” เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นได้ทันใจดีมาก ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ยังอุตส่าห์หันมาหลิ่วตาล้อเลียนให้ทำเอาอีกฝ่ายแก้มร้อนวาบโดยอัตโนมัติ

“ปล่อยเดี่ยวนี้เลยชั้นจะลงแล้ว” มือเรียวดันไหล่กว้างออกห่างตัว ก่อนจะกระโดดลงแล้วเดินหนีออกมาห่างๆ

“ซึบาสะรอด้วยสิ” ทักกี้รีบก้าวเท้าเดินตามมาติดๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายเปลี่ยนทิศทางจากร้านอาหารเมื่อครู่กลับไปเป็นที่ประตูบ้านที่เพิ่งเดินออกมาแทน มือแข็งแรงคว้ามือเรียวบางขึ้นมาลูบอย่างออดอ้อนทันทีที่มีโอกาส

“ชั้นเปลี่ยนใจแล้ว....ยังไงคืนนี้นายก็อด” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหันมามองดุๆเป็นการบอกกลายๆว่า

ถ้าคืนนี้พูดไม่รู้เรื่องหละก็ “แยกห้อง”

“ไม่แกล้งแล้ว อย่าโกรธนะ” ทักกี้คว้าอีกฝ่ายเข้าไปกอดอย่างรวดเร็ว เล่นทีเผลอนี่แหละ

“ไม่โกรธก็ได้แต่อยากกินพาสต้า”

“ครับๆพาสต้า” ริมฝีปากบางยิ้มนิดๆเมื่อเห็นอีกฝ่ายหายแวบไปที่ห้องครัวอย่างรวดเร็ว

รอยยิ้มของคนที่มีความสุขมาก.....มากจนล้น

มากพอที่จะเผื่อแผ่ให้คนข้างๆได้รับรู้

***************

เสร็จงานคราวนี้แล้วอยากพักเหรอ...ได้สิ นานๆทีจะมีเวลาว่าได้กลับบ้านเกิด ชั้นให้พักอาทิตย์นึงเลยเป็นไง

ตอนนี้ถ้าใครเดินผ่านห้องแต่งตัวของนายแบบชื่อดังคงจะพอสัมผัสได้ถึงออร่าความสุขเปล่งปลั่งที่แผ่กระจายออกมาอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเกิดว่าลองเหลือบตาเข้าไปดูนิดๆก็คงจะเห็นผู้ชายตัวขาวจัดนั่งยิ้มกับตัวเองในกระจกระหว่างที่กำลังนั่งทำผมอยู่ก็ได้ ส่วนต้นเหตุของออร่าสดใสแบบนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากทาคิซาว่า ฮิเดอากิ ตั้งแต่เข้าห้องแต่งตัวมาเจ้าตัวก็เอาแต่นั่งยิ้มอย่างนี้อยู่คนเดียวจนผุ้จัดการหันมาส่ายหัวให้ด้วยความระอา

“ชั้นไม่น่ารีบบอกแกเลย” ถึงจะโดนพูดอย่างนั้น ดาราหนุ่มชื่อดังก็ยังคงนั่งยิ้มให้กับแผนการในหัวของตัวเอง ประโยคที่เป็นเสมือนคำอนุญาตให้พักงานชั่วคราวยังคงดังก้องไปมาในหัวเป็นระยะ

“ทาคิซาว่าซังเชิญไปที่สวนสาธารณะได้แล้วค่ะ ทางด้านนู้นพร้อมแล้ว”

“ครับ” ชายหนุ่มผมทองหันมายิ้มรับก่อนจะเดินออกไปยังโลเกชั่นที่ใช้ถ่ายภาพวันนี้

.....สวนสาธารณะที่มีดอกทิวลิปที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น.....

***************

“ขยับแขนไปข้างหลังอีกนิดนึง...อย่างนั้นแหละ”

“เอียงตัวไปข้างหลังอีกหน่อยนึง”

“ก้มหน้าไปใกล้ๆดอกไม้อีกหน่อย”

.....

...

.

เสียงคำสั่งของช่างภาพชื่อดังดังขึ้นมาเป็นระยะสลับกับเสียงชัตเตอร์ท่ามกลางแดดในช่วงบ่ายที่เรียกเหงื่อได้มากเอาการ โลเกชั่นคราวนี้แทบจะไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใดๆเลยนอกจากกล้องเพียงตัวเดียว ดังนั้นทีมงานที่เหลือจึงมีหน้าที่แค่คอยหยิบของเล็กน้อยๆตามคำสั่งของช่างภาพเท่านั้น จนเวลาล่วงเลยมากว่าสามชั่วโมง ท่ามกลางการทำงานที่เรียกเหงื่อได้ไม่น้อย กว่าคำพูดหนึ่งประโยคจะหลุดออกจากปากช่างภาพทุกคนก็แทบขาดใจ

“เอาหละ เรียบร้อย ขอบคุณมากนะครับ” ซึบาสะกล่าวหลังจากจัดการเก็บกล้องก่อนจะหันมาก้มลงให้นายแบบและทีมงานทุกคน เป็นอันว่าเสร็จงาน

“เหนื่อยรึเปล่า ซึบาสะ” ทักกี้เดินเข้ามาหาพร้อมกับน้ำเย็น

“ไม่เท่าไหร่หรอก แล้วนายหละ ตากแดดตั้งนานจนตัวแดงไปหมดแล้ว รีบขึ้นรถกลับบ้านพักเถอะ” ซึบาสะถามกลับบ้างแต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าให้

“ไปเดินเล่นกัน” ทักกี้ชวนพร้อมกับเอื้อมมือมาจับมือเรียวบางของอีกฝ่ายไว้ แล้วออกแรงดึงให้เดินไปพร้อมๆกัน

“ไม่ได้มาเดินเล่นแบบนี้นานเท่าไหร่แล้วน๊า” ซึบาสะเอ่ยพลางเงยหน้ารับลมเย็นๆระหว่างที่เดินไปตามทางในสวนสาธารณะ

“นั่นสิ เมื่อวานก็มาแต่มันมืดแล้วเลยไม่ได้เดินเล่นเลย” ทักกี้พูดก่อนจะหันมายิ้มให้

“นี่...ทีมงานตามมาเรียกแหนะ” ทักกี้พูดพลางชี้มือกลับไปทางที่เพิ่งเดินผ่านมา

“ไม่เห็นมีเลย นายหูแว่วไปรึเปล่า.....อ๊ะ”

เปาะ!!

รอยยิ้มอ่อนๆผุดขึ้นมาบนใบหน้าของซึบาสะทันที่ที่หันกลับมาแล้วเห็นของที่อยู่ในมือของทาคิซาว่า สร้อยข้อมือที่เคยบอกว่าอยากได้ห้อยอยู่ที่มือทาคิซาว่าหลังจากที่เจ้าตัวดีดนิ้วหนึ่งทีเหมือนเล่นกล

“เป็นไง ชอบรึเปล่า”

“อื้อ..ขอบคุณนะ” ซึบาสะเอื้อมมือมารับก่อนจะเอามาใส่กับข้อมือตัวเอง

“ชั้นชอบมากๆเลยหละ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องหน้าขาวจัดของทักกี้ มองซ้ายมองขวาก่อนจะแตะริมฝีปากกับอีกฝ่ายเบาๆแล้วผละออก

“กลับบ้านกันเถอะทักกี้” ซึบาสะหันมายิ้มให้กับคนตัวโตที่ยังอึ้งไม่หาย คว้ามือขาวจัดที่ลูบเบาๆอยู่ที่ริมฝีปากมาจับเอาไว้ก่อนจะดึงอีกฝ่ายให้เดินตามมา

“อ้าว...แล้วไม่ไปฉลองกับทีมงานเหรอ เห็นเค้าบอกว่าจะไปฉลองให้นายกัน” ทักกี้พูดพลางเดินตามอีกฝ่าย

“ไม่เอาหรอก อยากฉลองวันเกิดกับนายสองคนมากกว่า” ริมฝีปากอิ่มของซึบาสะขยับพูดเป็นคำพูดที่ทำให้ใบหน้าคนฟังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้ดอกไม้รอบด้านหมดความสดใสไปในทันตา

“นี่....ขอจูบทีสิ” ทักกี้หยุดเดินก่อนจะคว้าตัวอีกฝ่ายมาประทับริมฝีปากลงไป ไม่รอให้ตอบรับหรือปฏิเสธซักนิด ก่อนจะถอนริมฝีปากออกแล้วยิ้มบางๆให้อีกฝ่ายที่แก้มเป็นสีเข้มขึ้นมาหน่อยนึง

“สุขสันต์วันเกิดนะซึบาสะ” ริมฝีปากอิ่มคลอเคลียอยู่กับปากบางๆของอีกฝ่าย

“ผมรักคุณ” คำพูดสั้นๆง่ายๆแต่อิ่มไปทั้งหัวใจของคนฟัง ซึบาสะยิ้มนิดๆก่อนที่ริมฝีปากจะถูกฉวยไปอีกครั้ง

ท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มอ่อนแสงลง

ท่ามกลางดอกทิวลิบหลากสีที่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก

ท่ามกลางดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน

สายลมอุ่นกำลังโอบล้อมสิ่งๆหนึ่งเอาไว้

สิ่งที่บางครั้งแม้ใช้ตามองก็ไม่เห็น

สิ่งที่บางครั้งแม้ใช้หูฟังก็ไม่ได้ยิน

สิ่งที่มีแค่คนสองคนเท่านั้นที่รับรู้

สายลมอุ่นๆกำลังโอบล้อมความรู้สึกนี้เอาไว้ให้อยู่คู่กับคนสองคนตลอดไป

“รัก”

tackey & tsubasa


the end

コメント

コメントの投稿



管理者にだけ表示を許可する

トラックバック


この記事にトラックバックする(FC2ブログユーザー)


 | BLOG TOP |