ไม่ได้ต่อฟิคนานเลยทีเดี่ยวเน้อ
จะยังมีใครจำฟิคเรื่องนี้ได้อยู่รึเปล่า
เรื่องที่ตั้งใจว่าจะลงตอนวันเกิดโทโมฮิสะ ไหงกลายมาเป็นวันเกิดโทมะได้ก็ไม่รู้ 555+
ห่างกันประมาณครึ่งปีเท่านั้นเอง -*-
ไม่ได้ลงฟิคนานก็เลยไม่รู้จะคุยอะไรดี
หัวงว่าจะอ่านแล้วชอบกันน๊า
อ่านกันสนุกๆนะค่ะ
title :: incomplete
author :: miharu
charactor :: jin & kazuya
category :: happy birthday fiction
บ้านพักจากอากาศสไตล์ยุโรปตั้งอยู่เกือบจะยอดเขาตรงส่วนที่เป็นเหมือนปากเหวยื่นออกมาก ด้านข้างมีลานสกีส่วนตัวแต่บริเวณที่ควรจะมีหิมะสีขาวปกคลุมอยู่นั้นกลับเป็นเพียงแค่ดินธรรมดาเท่านั้น คุณชายอิคุตะมองออกไปข้างหน้าต่างพลางคิดอย่างเสียดาย ลืมไปสนิทว่านี่เป็นหน้าร้อน เพราะฉะนั้นหิมะก็คงละลายไปหมดแล้วหละ
รถคันโตที่เน้นความสบายของผู้โดยสารเป็นหลักเคลื่อนที่อย่างนิ่มนวลไปตามถนนทอดยาวสู่บ้านพักตากอากาศที่เห็นได้ลิบๆ ทั้งๆที่ไม่ใช่ฤดูหนาว แต่ทัศนีย์ภาพรอบๆก็ยังคงความสวยเอาไว้อย่างมาก บริเวณที่เคยมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาวกลายเป็นสวนดอกไม้หลากสีที่ปลิวไสวไปกับสายลม แต่ว่าทัศนียภาพเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้จิตใจของคนป่วยที่นั่งอยู่บนรถรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
…คู่ขา...คู่นอน...
ถึงจะรู้ว่าที่อีกฝ่ายพูดไปมันก็แค่ต้องการรักษาพรรคแล้วก็ช่วยตัวของเขาเองนั่นแหละ แต่ว่ามันก็อดน้อยใจไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเลยนี่หน่า แล้วก็สายตาที่มองมาในตอนนั้นหนะ น่าโมโหชะมัด!!
“จอดตรงนี้ก่อน” คนตัวบางสั่งสั้นๆ แม้คนขับจะอยากขัดคำสั่งด้วยความเป็นห่วงในร่างกายจองคนเพิ่งผ่าตัดมากเท่าไหร่ แต่ว่าสีหน้าท่าทางของคุณชายที่ขึ้นชื่อถึงความเอาแต่ใจสุดๆของบ้านเป็นแบบนี้แล้ว แม้แต่อ้าปากยังไม่มีใครกล้าเลยด้วยซ้ำ
บอดี้การ์ดที่ตามมาด้วยรีบเอารถเข็นก่อนจะประคองคุณชายของบ้านลงมานั่ง สายลมอุ่นๆที่พัดผ่านมาหอบเอากลิ่นดอกไม้พัดขึ้นมาด้วย รถเข็นคนป่วยถุกเข็นเข้าไปถึงบริเวณข้างสระน้ำขนาดไม่ใหญ่นัก
“ไปรอที่รถ” คนตัวบางสั่งสั้นๆก่อนจะจมตัวเองลงไปกับบรรยากาศรอบด้านที่คุ้นเคย…บ้าน
ยิ่งเห็นก็ยิ่งคิดถึง แล้วมันก็พาลจะทำให้คนป่วยน้ำตาไหลเสียด้วย
บ้าชะมัด!!
โทมะสะบัดหัวแรงๆเหมือนจะไล่เรื่องเก่าๆที่แข่งกันผุดอยู่ในหัวให้ออกไปให้หมด มือขาวจัดยกขึ้นปิดตาเอาไว้เหมือนจะกันไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา
***************
“ทำบ้าอะไรหนะ!!” เสียงดังโครมครามที่น่าจะมาจากการใช้กำลังอะไรซักอย่างดังควบคู่ขึ้นมากับเสียงโวยวายดุจฟ้าผ่า เสียงที่คนป่วยจำได้แม่นว่าเป็นของใคร
อาการปวดหัวจี๊ดแล่นเข้าสู่ปราสาทสัมผัสทันทีที่สติของโทมะเริ่มกลับคืนมาเกือบร้อย อาการบาดเจ็บจากการถุกยิงที่เจ้าตัวคิดว่าแย่มากแล้วเมื่อตอนที่รู้สึกตัวในตอนแรกเทียบไม่ได้เลยกับความทรมานในตอนนี้ ชายหนุ่มรู้สึกว่าผิวของตัวเองร้อนจนลุกไหม้ได้ แต่ว่าในอกลึกๆกับเย็นเฉียบเหมือนโดนแช่แข็ง ความรู้สึกอึดอัดเหมือนมีอะไรกดทับอยู่ทั่วทั้งร่างกายดันให้น้ำตาไหลออกจากทางหางตาอย่างช่วยไม่ได้
“คุณชายยามาชิตะครับ” โทมะได้ยินเสียงคนเรียกชื่อของคนที่ไม่อยากจะเจอที่สุดในตอนนี้ และนั่นก็บ่งบอกได้ดีว่าเสียงโวยวายอันแสนคุ้นเคยที่ได้ยินเมื่อครู่นั้น เป็นเสียงของโทโมฮิสะอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย แล้วก็ไม่ต้องพยายามจะโกหกตัวเองว่าเพ้ออีกด้วย
“มีอะไร” เสียงที่พอจะบ่งบอกว่าเจ้าของชื่ออยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลดังขึ้น แค่ได้ยินโทมะก็บอกได้ว่าเจ้าตัวหงุดหงิดมากเพียงใด น้ำเสียงแบบนี้ไม่บ่อยนักที่โทมะจะได้ยินถ้าหากว่าคนพูดไม่รู้สึกฟิวส์ขาดจริงๆ
“คุณชายอิคุตะมีอาการแปลกๆครับ” คนป่วยที่นอนอยู่ยนเตียงรับรู้ได้ทันทีว่าโทโมฮิสะจะต้องให้คนคอยเฝ้าเขาอยู่เป็นแน่ ชายหนุ่มพยายามนอนให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะยังไม่อยากที่จะเห็นหน้าอีกฝ่ายในตอนนี้ แม้จะสัมผัสได้ถึงนิ้วอุ่นๆที่เกลี่ยน้ำตาจากหางตาเขาอย่างอ่อนโยน
“ออกไปรอข้างนอก” น้ำเสียงของคนสั่งดุดันกว่าปกติยิ่งนัก หลังจากเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ย่ำห่างออกไป ความอุ่นจากผิวคนก็โอบอุ้มคนป่วยเอาไว้ทั้งตัว ใบหูของโทมะแนบติดอยู่กับแผ่นอกของอีกฝ่าย ก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองโดนอุ้มขึ้นไปนั่งอยู่บนตักของคนตัวโตกว่า ผ้าห่มที่คลุมตัวเมื่อครู่ถูกคลี่มาคลุมตัวอีกครั้ง คนตัวเล็กอยากจะดิ้นใจจะขาดเมื่อรับรู้ว่าตัวเองถูกอีกฝ่ายกอดเอาไว้ทั้งตัวแบบนี้ แต่ว่าถ้าทำอย่างนั้นโทโมฮิสะก็ต้องรู้แน่ว่าเขาแกล้งหลับ
และยิ่งกว่านั้น มันน่าหงุดหงิดจริงๆที่ทั้งๆที่ผ้าห่มก็ผืนเดิมแท้ๆ แต่ความเย็นวาบในตัวกลับหายไปไหนหมดก็ไม่รู้
***************
“คาซึยะ” เสียงเรียกที่ได้ยินจนชินหูของคนในบ้านดังขึ้นเพื่อให้สัญญาณก่อนที่ประตูไม้บานหนาจะถูกผลักเข้ามา คนตัวบางกระพริบตาถี่ๆเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆยันตัวเองขึ้นมานั่งบนที่นอนนุ่ม
“ดีขึ้นรึยัง” คนที่เข้ามาใหม่ถามพร้อมกับเอามือมาแนบกับหน้า ความรู้สึกเย็นๆที่สัมผัสได้จากมือของอีกฝ่ายพร้อมกับคิ้วที่ขมวดลงทันทีของคนตรงหน้าบอกได้เป็นอย่างดีว่าไข้ในตัวคงจะยังไม่ลดลงเป็นแน่
“ปวดหัวรึเปล่า” อีกฝ่ายถามอย่างเป็นห่วงก่อนจะส่งแก้วน้ำที่วางอยู่ข้างๆเตียงให้
“นิดหน่อย” คนป่วยส่งเสียงงึมงำตอบในคอพลางจิบน้ำ ก่อนจะหันไปมองอีกฝ่ายที่ทำปากขมุบขมิบเรื่องอะไรซักอย่าง
“ไปเที่ยวกันดีกว่า” คนตัวขาวพูดพลางนั่งลงบนเตียงข้างหนึ่ง คนป่วยเลิกคิ้วขึ้นเชิงแปลกใจแทนคำถาม
“ก็ไปพักฟื้นร่างกายไง” อีกฝ่ายตอบสั้นๆพลางพยุงอีกฝ่ายให้นั่งท่าสบายขึ้นอีกหน่อย
“ที่ไหน?”
“ฮอกไกโด” คนตัวขาวตอบยิ้มๆ
***************
“คุณชายได้สติแล้วหรือค่ะ” โทมะกระพริบตาถี่ๆไล่ความมึนงงออกจากตัว รู้สึกเมื่อยๆตามตัวบ้างซึ่งเจ้าตัวเดาว่าเกิดจากการที่คงนอนนานมากเกินไปเลยไม่ได้ขยับตัว
“อืม” ชายหนุ่มตอบรับในลำคอก่อนจะพยายามดันตัวเองขึ้นจากที่นอนหนา ความรู้สึกหนาวๆร้อนๆเหมือนไปไข้หายไปเกือบหมดแล้ว
“ทำไมเงียบจัง” ชายหนุ่มถามเมื่อรู้สึกว่าบ้านเงียบเกินกว่าปกติ
“ทุกคนออกไปทำงานอยู่ค่ะ” คนที่คอยเฝ้าเขาตอบพลางเอื้อมมือมาจับแขนเพื่อช่วยให้เขาขยับตัวลุกขึ้นได้ง่ายขึ้น
“แต่ว่าพี่จินไม่ได้ใช้ให้มากทำงานไม่ใช่เหรอ?” โทมะสังเกตเห็นคนตอบหลุบตานิดๆ ท่าทางอึกอักเหมือนไม่รู้จะพูดอย่างไร
“คือว่า..เอ่อ..คุณชายยามาชิตะ”
“คุณชายยามาชิตะอย่างนั้นหรือ??” โทมะเลิกคิ้วขึ้นนิดๆอย่างสงสัยเพราะจำได้ว่าเจ้าของชื่อไม่ได้มาด้วย แต่ซักพักความอุ่นล้อมรอบตัวเมื่อตอนที่นอนอยู่ก็วาบขึ้นมาในความคิด รวมกับเสียงที่นึกว่าเป็นความฝันนั่นด้วย
“คือเมื่อวานนี้คุณชายอิคุตะอาจจะจำไม่ได้ แต่ว่าคุณชายคงจะสลบไปตอนที่อยู่ที่สระน้ำ พวกบอดี้การ์ดรออยู่นานแต่ก็ไม่กล้าไปตามคุณชาย แล้วพอดีคุณชายยามาชิตะขับรถตามมา แล้วมาเจอก็เลยรู้เรื่องแล้วออกไปตาม พอเจอคุณชายสลบไป คิดว่าคงเพราะโดนลมแล้วร่างกายคุณชายเพิ่งการผ่าตัดมาก็เลยไข้ขึ้น พอกลับมาคุณชายยามาชิตะโกรธมาก แล้ว..”
“คุณชายยามาชิตะก็เลยลงโทษเอาสินะ” โทมะต่อให้จนจบเมื่อเห็นอีกฝ่ายหยุดไปเหมือนพูดต่อไม่ถูก
“ค่ะ ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาจะสิบปี ดิชั้นไม่เคยเห็นคุณชายโกรธมากขนาดนี้มาก่อนเลย” เจ้าหล่อนกัดปากนิดๆก่อนจะพูดออกมาแล้วเดินเลี่ยงออกไปนอกห้อง คงจะไปเอาอาหารมาให้หรืออาจจะเป็นยา
คำพูดของคนที่เพิ่งเดินออกไปก้องอยู่ในหัว ถ้ารวมกับเสียงที่ได้ยินตอนที่ได้สติครั้งที่แล้ว เขาเองก็ยังแทบนับครั้งได้เลยทีเดียวว่ากี่ครั้งกันที่ชายหนุ่มโมโหขนาดนี้ ทั้งๆที่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ตามมาเพราะว่างานที่พรรคเยอะขนาดกระดิกตัวไม่ได้นี่หน่า
[rrrrrrrrrr]
“พี่จิน” คนตัวบางหยิบโทรศัพท์เครื่องบางที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมารับ คนที่โทรมาเงียบไปอึดใจก่อนจะถามไถ่อาการอย่างเป็นห่วง
“ก็ดีขึ้นแล้ว แต่ผมไม่เห็นรู้เลยนะ ว่าช่วงนี้ที่พรรคงานน้อย” คนตัวบางถามเสียงเรียบๆ
“ไม่สบายอยู่ไม่ใช่เหรอ??” น้ำเสียงเรียบๆนี่เป็นอะไรที่ขัดไม่ได้จริงๆ แล้วผมเองก็จนด้วยเหตุผลเกินกว่าที่จะตอบโต้อะไรกลับไปด้วย
“ถ้าว่างเมื่อไหร่พี่จินขึ้นมาหาหน่อยนะครับ แล้วอย่าลืมพาพี่คาซึยะขึ้นมาด้วยหละ” คนป่วยเน้นเสียงประโยคสุดท้ายอย่างชัดเจน คิ้วขมวดนิดหน่อยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆที่ชวนให้ขัดใจของอีกฝ่าย
พอวางโทรศัพท์แล้ว ก็รู้สึกได้ว่าบ้านที่อยู่มาตั้งแต่เด็กๆเงียบอย่างน่าใจหาย คงเพราะว่ามักจะถูกรายล้อมด้วยคนมากมายไม่ต่ำกว่าสามอยู่เสมอ โทมะถึงได้อดรู้สึกหวิวๆในอกไม่ได้ ชายหนุ่มก้มลงมองโทรศัพท์ในมืออย่างชั่งใจ แต่สุดท้ายความรู้สึกโกรธปนน้อยใจก็เอาชนะความรู้สึกในตอนนี้ได้สำเร็จ มือถือเครื่องบางเลยโดนคุณชายคนเล็กของบ้านวางทิ้งเอาไว้อย่างไม่ใยดี
****************
รัก
ผมไม่เชื่อหรอกว่าในโลกนี้จะมีคนที่รักไม่เป็น
เพราะคนทุกคนก็รักตัวเองด้วยกันทั้งนั้น
คนเราทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีความสุขไม่ใช่หรอกหรือ
ตอนนี้ผมก็กำลังทำอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน
เข็มบนหน้าปัดบอกความเร็วรถค้างอยู่ที่ตำแหน่งหนึ่งคงที่มากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว รถคันคู่ใจแล่นฉิวไปบนถนนด้วยความเร็วคงที่ ยิ่งนานเท่าไหร่ ข้างทางก็ค่อยๆเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นต้นไม้หรือทุ่งหญ้าโล่งๆแทน
[rrrrrrrrrr]
เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ที่คอนโซลรถดังเป็นจังหวะแต่ก็เรียกความสนใจจากคนขับได้แค่เพียงหางตาเท่านั้น ริมฝีปากบางเม้มน้อยๆอย่างขัดใจเมื่อมองนาฬิกาในรถแล้วพบว่าตัวเลขบอกเวลาที่เย็นเกินกว่าที่คาดการเอาไว้ ความเป็นห่วงเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนใจอยู่ไม่สุขเมื่อหมายเลขที่โทรเข้ามานั้นคือลูกน้องของโทมะที่โทโมฮิสะกำกับเอาไว้ว่าให้โทรศัพท์มาบอกทันทีที่ถึงที่หมาย
แต่อย่างน้อยอาการของโทมะเมื่อเช้านี้ก็ดีขึ้นเยอะ เป็นห่วงแค่ว่าการเดินทางไกลๆอาจจะทำให้เพลียได้
แม้จะย้ำกับตัวเองอย่างนั้นแต่ความเป็นห่วงที่มากมายก็ไม่ได้ลดลงไปเลย ชายหนุ่มรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ที่ต้องปล่อยให้โทมะห่างสายตาไปทั้งๆที่สภาพร่างกายเป็นแบบนั้น แต่ชายหนุ่มก็ไม่สามารถปลีกตัวจากงานช่วงเช้าได้จริงๆ ยิ่งอะไรๆรอบๆตัวไม่เป็นดังใจ โทโมฮิสะก็ยิ่งหงุดหงิด คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อรถเคลื่อนที่ได้ไม่เร็วอย่างใจนึก เป็นความรู้สึกน่าหงุดหงิดที่ทำให้โทโมฮิสะไม่มีความสุขเอาเสียเลย
ผ่านจากอาการน่าหงุดหงิดมาก็สามชั่วโมงกว่าแล้ว แต่ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ความหงุดหงิดของผมก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับเท่านั้น มากจนถึงขนาดเรียกว่าหงุดหงิดไม่ได้แล้ว
“ทำบ้าอะไรหนะ!!” ผมตะโกนเสียงดังเพื่อจะลดระดับอะไรซักอย่างที่มันพลุ่งพล่านอยู่ข้างในให้มันน้อยลงบ้าง ข้างหน้ามีคนที่เป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของโทมะยืนอยู่ แต่สมองของผมไม่สามารถประมวลได้ว่าเขาทำท่าทางแบบไหนหรือทำอะไร จริงๆแล้วผมไม่ใส่ใจต่างหาก
ความร้อนมากมายที่สัมผัสได้จากตัวของโทมะยังติดผิวไม่หายในความรู้สึก แม้จะฉีดยาไปแล้ว แต่ว่าความกังวลที่มีก็ยังไม่หายไปไหน เกลียดความรู้สึกแบบนี้จริงๆ มันทำเอาผมไม่มีความสุขเสียเลย
“คุณชายยามาชิตะครับ”
“มีอะไร” ผมกระชากเสียงห้วนด้วยความหงุดหงิดเกินบรรยาย ท่าทางเหมือนอยากจะฆ่าคนทิ้งคงจะทำให้คนอื่นรู้สึกแย่พอสมควร แต่ผมไม่สนหรอก เพราะผมรักแล้วก็ห่วงความรู้สึกตัวเองมากเกินกว่าที่จะสนใจเรื่องไร้สาระแบบนั้น
“คุณชายอิคุตะมีอาการแปลกๆครับ” เสียงคนพูดเบาจนถ้าหากว่าห้องนี้มีเสียงซักนิดคงจะไม่ได้ยิน ผมหันไปมองคนที่ยืนอยู่ให้องทีละคนอย่างคาดโทษด้วยสายตาที่คมกริบ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องที่อยู่ไม่ห่างนัก
“ออกไปรอข้างนอก” แม้จะอยากโวยวายให้สมใจอยาก แต่ท่าทางไม่สบายตัวของโทมะทำให้ผมต้องกดเสียงให้ต่ำกว่าปกติ
ท่าทางการนอนที่กระสับกระส่ายบวกกับคิ้วเรียวของคนป่วยที่ขมวดมุ่นบนใบหน้าที่ขาวซีดและตัวที่ร้อนเกินกว่าคำว่าปกติไปมากนักยิ่งทำให้โทโมฮิสะรู้สึกแย่ มือสีน้ำผึ้งที่เมื่อกี้แทบจะพังข้าวของในบ้านทิ้งประคองตัวคนป่วยขึ้นมาอย่างนุ่มนวล เพียงเพื่อจะย้ำกับตัวเองว่าโทมะไม่เป็นอะไรแล้ว โทมะอยู่ตรงนี้ ผิวกายที่ร้อนน้อยลงนิดหน่อยพอทำให้ใจชื้นขึ้นมานิดนึงแต่ทำให้วาดรอยยิ้มออกมาไม่ได้แม้เพียงซักนิด นิ้วเรียวยาวเกลี่ยผมที่ปรกหน้าผากคนป่วยอออกอย่างแผ่วเบาก่อนจะหยิบเอาผ้าห่มมาคลุมตัวอีกฝ่ายไว้
ไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ
**************
“อ๊ะ คุณชาย” แม่บ้านที่กำลังยกถาดอาหารอยู่อุทานด้วยความตกใจเมื่อนายใหญ่ของบ้ายเดินเข้ามาในห้องรับแขก จินไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่เลิกคิ้วน้อยๆให้กับถาดอาหารในมือนั่น
“ของคุณชายอิคุตะค่ะ”
“เดี่ยวชั้นจะยกขึ้นไปเอง ไปจัดมาอีกชุดด้วย” ช่วยหนุ่มสั่งสั้นๆก่อนจะเอื้อมมือไปรับถาดอาหารที่ว่านั่นขึ้นมาไว้ในมือ
“เรียบร้อยแล้วใข่มั๊ย?” คนตัวบางที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้ารับคำถามนั้นก่อนจะเดินนำขึ้นไปข้างบนเสียเอง
“หิวรึยัง??” จินเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับอาหารคนป่วยที่ส่งควันหอมฉุย คนตัวบางที่กำลังนั่งจ้องโทรศัพท์ที่วางอยู่ไม่ห่างสะดุ้งสุดตัวก่อนจะหันกลับมามองด้วยความตกใจ
“พี่จิน!!” คนถูกเรียกยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินเอาข้าวต้มมาวางไว้ที่สตูลข้างเตียง
“ดีขึ้นรึยัง??” จินถามพลางเบียงตัวหลบเป็นผลให้คนป่วยเห็นอีกคนที่มาด้วยกันชัดๆก่อนจะอ้าปากโวยวายเมื่อไม่ได้ดั่งใจ
“พี่คาซึยะ!!” ท่าทางตกใจอย่างสุดซึ้งนั่นเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งคู่ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว คนป่วยทีนั่งอยู่ในห้องกระพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นคนที่เพิ่งฟื้นไข้ที่ควรจะนอนอยู่ที่บ้านมายืนอยู่ตรงหน้า ที่สำคัญรอยยิ้มฝืนๆที่เห็นมาตลอดช่วงนี้สามเดือนนี้ก็หายไปแล้วด้วย
“กินข้าวก่อนเถอะ” จินว่าก่อนจะเลื่อนถาดอาหารมาใกล้ๆ
“ปวดหัวรึเปล่า หน้าซีดๆนะ” คำถามที่เหมือนจะถามคนป่วยที่นั่งอยู่ แต่กลับเป็นคำถามที่จินหันไปถามอีกคนในห้องพร้อมกับดึงแขนให้ลงมานั่งข้างๆ คนตัวบางส่ายหน้าให้แทนคำตอบว่าไม่เป็นอะไร
“นั่นพี่จินควรจะถามผมไม่ใช่เหรอไง” โทมะถามพลางส่งสายตาล้อเลียนอย่างไม่ปิดบัง คนตัวขาวไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่ยิ้มๆก่อนจะหันไปสนใจกับอาหารที่วางอยู่ไม่ต่างอะไรกับคนตัวบางที่หยิบเอาหนังสือข้างเตียงขึ้นมานั่งอ่านเหมือนกันไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อาการแบบนี้นี่แหละที่ทำให้โทมะยิ้มกว้างขึ้นมา
...ท่าทางเขินๆแบบนี้หนะ
“ขออนุญาตค่ะ” เสียงแม่บ้านดังขึ้นตามมาด้วยเสียงเลื่อนประตูเปิดและอาหารอีกหนึ่งถาด จินหันไปมองก่อนจะส่งสัญญานว่าให้เอามาให้คนตัวบางข้างๆ
“แล้วจินไม่กินข้าวหน่อยเหรอ??” คาซึยะหันไปถามอีกคนที่นั่งกดโทรศัพท์ทำท่าจะโทรออกหลังจากบอกให้แม่บ้านไปพักผ่อน
“ไม่หละ กินไปก่อนเถอะ เดี่ยวชั้นจะกินพร้อมโทโมฮิสะ มีเรื่องจะคุยกันนิดหน่อย” จินตอบก่อนจะเลี่ยงตัวออกไปคุยโทรศัพท์ ส่วนอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องพอได้ยินชื่อคนตัวโตเข้าหน่อยก็หน้ามุ่ยพาลจะไม่อยากทานอาหารเอาดื้อๆ
“เป็นอะไรรึเปล่าโทมะ ไม่อร่อยหรือ” คาซึยะหันมาถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้ามุ่ยก่อนจะวางช้อนตาม
“ผมเป็นคนป่วยนะ อะไรก็ไม่อร่อยทั้งนั้นแหละ” อาการตีรวนขึ้นมาทันที คนฟังเลิกคิ้วน้อยๆกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน เมื่อกี้ก็ยังดีๆอยู่นี่หน่า
“พี่โทรตามโทโมะดีกว่ามั๊ย” คนตัวขาวมองคนป่วยอย่างเป็นห่วงก่อนจะทำท่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรจริงๆ
“ไม่ต้องๆๆๆ” คนป่วยส่งเสียงห้ามทันทีอย่างร้อนรน หน้าคว่ำหนักกว่าเดิม แถมยังจิ๊ปากด้วยความขัดอกขัดใจอีกต่างหาก เท่านี้อีกคนก็รู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องนั่งเดาให้เสียเวลาเลยว่าที่อยู่ๆก็ดื้อขึ้นมาเนี่ย เพราะอะไร
“โกรธอะไรพี่เค้าเหรอ??” คาซึยะถามก่อนจะค่อยๆตักซุปอุ่นๆเข้าปาก
“ใครโกรธ??” หน้ามุ่ย คิ้วขมวด แต่ว่าไม่ได้โกรธ.. คาซึยะเกือบจะหลุดหัวเราออกมาแล้วเชียว
“ผมไม่ได้เป็นอะไรกับเค้าซะหน่อย มีสิทธิอะไรไปโกรธ” ฟังยังไงคาซึยะก็ว่าโกรธ พูดหยอดอีกหน่อย สาเหตุก็หลุดออกมาอย่างน้ำไหลไฟดับ ท่าทางหน้ามุ่ยอย่างน่ารักนั่นเรียกคะแนนสงสารไปได้เต็มร้อย สรุปง่ายๆก็คืออาการน้อยใจธรรมดานั่นแหละ
“กินข้าวเถอะ เดี่ยวไม่มีแรงรบต่อนะ” เจ้าตัวแนะนำอย่างหวังดี ก่อนจะเลื่อนชามซุปที่ควันเริ่มเบาบางกลับไปตรงหน้าคนป่วยอีกครั้ง
“พอพี่คาซึยะดีกับพี่จินแล้วก็เข้าข้างพี่จินเลยนะ ไปอยู่ข้างนู้นกันให้หมดเลย” คนผิวขาวเลิกคิ้วน้อยๆกับอาการฟาดหัวฟาดหางของอีกฝ่าย กลั้นยิ้มเอาไว้อย่างสุดกำลังก่อนจะตอบกลับไป
“พี่ไปอยู่ฝ่ายใครอะไรที่ไหน พี่ก็เข้าข้างโทมะนั่นแหละ ถ้าไม่กินข้าวก็ไม่หาย แล้วก็จะไม่มีแรงด้วยนะ ทานเร็ว” เจ้าตัวพูดยิ้มๆ พอดีกับจินที่เดินกลับเข้ามา
“งอนอะไรอีกหละ” คนเข้ามาใหม่พูด เพราะอย่างนั้นสีหน้าของคนที่กำลังจะดีขึ้นก็กลับไปบูดอีกทีอย่างรวดเร็ว
“ใครงอนอะไร ถ้าพี่จินว่างมากพอจะมานั่งจับผิดผมก็ไปทำงานซะเถอะ” คนป่วยหน้ามุ่ยก่อนจะก้มหน้าลงจำกัดสายตาตัวเองอยู่แค่อาหารตรงหน้า คนตัวขาวทำหน้างงๆก่อนจะหันไปมองหน้าอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างกันนัก คาซึยะขยับปากโดยมี่เสียง อ่านได้ชัดเจนว่าโทโมฮิสะ
“เมื่อชั่วโมงก่อนใครบอกว่าให้มาหานะ พอมาถึงก็ไล่อีก เอาใจยากจริง” จินพูดเหมือนจะเปรยกับตัวเอง ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาตัวกว้าง เรียกสายตาขวางๆจากคนป่วยได้เป็นอย่างดี
“ผมก็พูดไปงั้นแหละ เมื่อชั่วโมงก่อนอาจจะอยากเห็นหน้า แต่ตอนนี้ไม่อยากแล้ว จะไปคุยงานอะไรก็ไปสิ” หน้าขาวๆมุ่ยอย่างขัดใจ ท่าทางเหมือนเด็กไม่มีผิด จนจินออกจะแปลกใจว่าทำไมลูกน้องถึงได้กลัวคุณชายอิคุตะนัก
“ไม่หละ พี่จะนั่งอยู่ที่นี่แหละ เดี่ยวอีกซักพักโทโมฮิสะก็มา” แม้จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเพราะสายตาของจินกำลังกวาดไปบนรายงานที่ลูกน้องเอามาให้ แต่ว่าชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงจิ๊ปากอย่างขัดใจของคนป่วยชัดเจน
**************
“แล้วเดี่ยวจะเข้าไป” โทโมฮิสะตอบสั้นๆก่อนจะเกี่ยวเอาสายโทรศัพท์ออกจากหูแล้วเพ่งสมาธิไปกับการขับรถเหมือนเดิมแม้ใจจะไม่อยู่กับร่องกับรอยนัก
แม้อาการของโทมะเมื่อเช้าจะดีขึ้นค่อนข้างมากแล้ว แต่ว่าสัมผัสของกายที่ร้อนจัด เลือดสีเข้มที่ต้นขา หรือว่าขมับเย็นชืดที่ริมฝีปากสัมผัสได้กลับไม่ได้เลือนลางไปซักนิดเดียว แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นคนยิงโทมะ หรือเป็นคนที่ทำให้โทมะเจ็บตัว
เพราะผมรู้ดีว่าถ้าโทมะหายจากชีวิตของผมไปเมื่อไหร่ ผมนี่แหละที่จะเจ็บเจียนตาย
เพราะอย่างนั้น ผมยอมทำร้ายคนที่รักด้วยมือตัวเอง ดีกว่าที่จะต้องเจ็บไปตลอดชีวิตคงจะดีกว่า
แต่สัมผัสนั่นกลับเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนบอกผมว่าผมดูแลคนที่รักไม่ได้ดีเท่าที่ควร ถึงผมจะไม่ใส่ใจคนรอบข้างเพราะผมรักตัวเองมากกว่า แต่เรื่องนี้มันกลับไม่หายไปจากหัวผมซะที
อากาศด้านนอกรถท่าทางเย็นสบายจนอดไม่ได้ที่จะจอดรถ ผมสูดเอาควันบุหรี่ที่เพิ่งจุดก่อนจะพ่นออกช้าๆ ทอดตัวพิงรถสปอร์ตคู่ใจก่อนจะทิ้งสายตาไปกับบรรยากาศที่มองเห็นแสงอาทิตย์ช่วงสุดท้ายของวันอาบสนามเด็กเล่นที่เห็นได้ไกลๆจนกลายเป็นสีส้มไปหมด
โทโมฮิสะหลับตาพลางนึกถึงวัยเด็กของตัวเองความทรงจำที่ประทับใจโผล่ขึ้นมาให้เพียงแค่หน้าของเด็กตัวเล็กที่ตาแป๋ว หูกาง แม้จะไม่ได้คาดหวัง แต่โทโมฮิสะก็ไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายโตขึ้นมาแล้วจะดูดีได้ขนาดนี้
ชายหนุ่มยิ้มบางๆก่อนจะทิ้งบุหรี่ลงบนพื้นแล้วกลับขึ้นรถ ภาพความทรงจำสีฝุ่นนั่นขวนให้โทโมฮิสะอยากจะเจอคนที่สำคัญมากที่สุดในชีวิต
***************
คนเราเวลาได้ยินอะไร มันก็มักจะไม่อยู่ในความทรงจำนานนัก ผ่านเข้ามาแล้วก็ออกไป
ยกเว้นว่าสิ่งนั้น...มันจะปักใจเรา
โดยเฉพาะเรี่องบางเรื่อง ที่มันมีผลต่อจิตใจเราโดยตรง
ไม่ว่าจะพยายามมากมายเท่าไหร่ เราก็ไม่เคยลบมันออกไปจากใจได้ง่ายๆ
นั่นคือเรื่องที่ผมเคยได้ยินมา แล้วก็ไม่ได้คิดจะเอามาใส่ใจจนมาถึงตอนนี้ ที่ผมประจักษ์แล้ว..ว่ามันเป็นเรื่องจริง
ทันทีที่ชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งเดินเข้ามา ดวงตาของโทมะที่แม้เมื่อครู่จะไม่ได้มีอาการปริบปรือเพราะนอนมาทั้งวันแล้วกลับหลับลงอย่างอัตโนมัติ แค่เพียงเสี้ยวกรอบหน้าที่เห็นเพียงแค่แวบเดียว หัวใจก็ทำหน้าที่ได้ดีกว่าสมองที่มีหน้าที่ควบคุมร่างกายยิ่งนัก
คนป่วยที่หลับตาอยู่บนเตียงได้ยินเสียงอีกฝ่ายแว่วๆเข้ามาในโสตประสาท ทั้งๆที่ควรจะได้ยินขัดเจนเพราะในห้องก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายนัก แต่ว่าประโยคซ้ำๆที่ดังอยู่ในหัวกลับก้องชัดเกินกว่าที่จะได้ยินเสียงอะไรได้อีก เจ้าตัวพลิกกน้าเข้ากับหมอน เม้มปากแน่นเหมือนจะไล่ความรู้สึกอะไรบางอย่างข้างในให้มันไหลกลับลงไป แต่ว่าไอ้ความรู้สึกงี่เง่านั่นกลับไหลออกมาเป็นน้ำใสๆทางหางตาแทนเสียอีก
แม้จะระบายออกไปเท่าไหร่แล้ว แต่ว่ามันก็ไม่หายไปซักที...
คนตัวบางหลับตาแน่นจนผิดวิสัยของคนที่กำลังนอนหลับตามปกติ แต่เจ้าตัวก็คิดว่าคงจะไม่มีใครสังเกตเห็นเพราะหน้าทั้งหน้าของคนตัวขาวซุกลงกับหมอนเหมือนคนกำลังหลับสบาย เจ้าตัวรู้สึกถึงขาที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดมาไม่นาน เพราะมันกำลังประท้วงออกมาว่าเจ็บมากเพียงใดแต่โทมะก็ไม่ได้ใส่ใจจนกระทั่ง...
“จิน เลือด!!” เสียงคาซึยะอุทานเสียงดัง ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นโทมะก็รู้สึกว่าตัวเองถูกยกตัวขึ้นมาแทบจะทั้งตัวทีเดียว
“ไปเอาอุปกรณ์มาให้ที” เสียงที่โทมะจำได้ไม่เคยลืมกล่าวสั้นๆโทมะได้ยินเสียงเปิดประตูดังครืดด้วยความรีบร้อนตามมาด้วยสีฝีเท้าแล้วเสียงตะโกนเอะอะจากทางด้านนอก แม้จะเจ็บหรือชากับบาดแปลมากแค่ไหน แต่ชายหนุ่มก็ไม่สามารถสั่งให้ตัวเองเลิกเปลือกตาขึ้นมาได้จริงๆ
**************
“รู้สึกตัวแล้วใช่มั๊ย??” คนที่นอนอยู่บนเตียงกระพริบตาปริบๆเพื่อนให้ชินกับแสงไฟแรงต่ำในห้อง ดวงตากลมโตของคนป่วยมองไปที่ที่มาของเสียง
“หิวน้ำรึเปล่า?” โทโมฮิสะถามพลางหยิบแก้วน้ำข้างเตียงมาไว้ในมือพร้อมกับจับหลอดจ่อข้างปาก แม้จะใจจะไม่อยากอ้าปากรับแค่ไหน แต่ร่างกายก็ประท้วงออกมาด้วยอาการแสบที่คอ ริมฝีปากซีดอ้าออกยอมดูดน้ำแต่โดยดี ดวงตาคนป่วยหลุบลงต่ำ ไม่คิดจะสบตากับคุณหมอที่อยู่ในห้องอย่างเด็ดขาด
“ปวดหัวรึเปล่า” โทมะส่ายหัวอย่างขอไปที อาการออดอ้อนที่เคยมียามป่วยไข้หายไปจนแทบไม่เหลือ และไม่มีทางที่โทโมฮิสะจะไม่สังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้
“เป็นอะไรรึเปล่า?” คุณหมอถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่เป็นเอกลักษณ์ มือสีน้ำผึ้งแนบแก้มคนป่วยแล้วออกแรงดันให้เงยหน้าขึ้นมา
“โกรธอะไรหรือ??” น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งทำให้โทมะอยากร้องไห้ ความรู้สึกตีรวนจนไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร โกรธ ดีใจ เสียใจ หรือว่าน้อยใจกันแน่ คนป่วยอยากบอกไปใจจะขาดว่าไม่ได้โกรธ แต่ก็รู้ว่าไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะเชื่อ
“ไม่รู้เหรอ?” โทมะสบตากับโทโมฮิสะเป็นครั้งแรกตั้งแต่ฟื้นมา และเป็นครั้งแรกด้วยตั้งแต่ถูกยิงไป ดวงตาที่ริ้นน้ำนิดๆด้วยความรู้สึกที่พันกันยุ่งเหยิงทำเอาคุณหมดรูปงามต้องคิ้วขมวด
“นึกไม่ออกเหรอฮะ” ท่าทางนิ่งงันของโทโมฮิสะทำให้โทมะรู้สึกแย่เกินกว่าจะพูดอะไรออกไปได้อีก ทั้งๆที่ถ้าเป้ฯคนอื่นโทมะคงโวยวายให้สมใจอยากไปแล้ว เจ้าตัวฝืนหน้าออกจากมือโทโมฮิสะ พลิกตัวหันไปอีกข้างแล้ว หลับตา แค่นั้นโทโมฮิสะก็รู้แล้วว่าต่อให้ทำยังไงอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะสนใจเป็นแน่นอน
“เดี่ยวชั้นจะเข้ามาดูอาการใหม่นะ” ริมฝีปากอิ่มกดจูบที่ข้างแก้มเบาๆ ก่อนจะห่มผ้าขึ้นมาห่มอีกฝ่าย ก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยฝีเท้าเงียบกริบ
สวนกว้างของบ้านที่นี่ต่างจากที่โตเกียวอย่างเห็นได้ชัด คงเพราะถูกล้มรอบด้วยธรรมชาติอากาศที่นี่ถึงได้เย็นกว่าในเมืองนักโดยเฉพาะเวลาที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นอนนุ่มๆที่เย็นเฉียบด้วยลมเย็นตอนกลางคืน ทอดสายตามองท้องฟ้ากว้างที่วันนี้ไม่มีพระจันทร์แต่ถูกประดับประดาไปด้วยดวงดาวระยับแทน ปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงร้องตามธรรมชาติที่ดังอยู่รอบกาย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกดีขึ้นเสียเท่าไหร่ สุดท้ายนิ้วสีน้ำผึ้งก็หยิบเอาบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ควันบางเบาลอยปะปนไปกับลมเย็นๆที่พัดมาปะทะหน้า แต่ความรู้สึกปวดหนึบก็กลับไม่หายไปซักนิด
ดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาของโทมะฝังลึกอยู่ในมโนภาพ แม้น้ำตาจะไม่ได้ไหลออกมา แต่สายตาผิดหวังอย่างเป็นที่สุดของโทมะก็ทำเอาเขาหายใจแทบไม่ออก สมองขาวโพลนจนไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี
โทโมฮิสะสูดหายใจลึกก่อนจะพ่นเอาควันบุหรี่ออกมาเหมือนจะดันความอัดแน่นในใจที่มีให้ออกตามไปซะ คิ้วเข้มขมวดแน่น ชายหนุ่มรู้สึกเบลอเล็กน้อย อาจะเป็นเพราะอดนอนจากการทำงานติดกันมาหลายคืน แต่ว่าแม้ว่าจะหลับตาลงอย่างไร ชายหนุ่มก็ไม่สามารถจะพักผ่อนได้เลย
***************
“โทมะ หลับอยู่รึเปล่า?” จินเอ่ยถามน้องคนเล็กพลางแตะแขนส่วนที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา คนป่วยที่นอนอยู่แสร้งผ่อนลมหายใจยาวแม้จะมีสติเต็มร้อยก็ตามที และท่าทางแบบนี้คนที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กมีหรือจะดูไม่ออก
“ยังไม่อยากคุยตอนนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าอยากคุยกับพี่เมื่อไหร่พี่อยู่ที่ห้องข้างๆ แล้วอย่าดื้อนะ พี่เป็นห่วง” จินถอนหายใจน้อยๆก่อนจะเดินออกจากห้อง ตาคมมองไปที่คนรักก่อนจะส่ายหน้าเป็นสัญลักษณ์บอกว่าอาการคนป่วยแย่กว่าที่คิด ทางคาซึยะเองก็ส่ายหน้าตอบกลับมาเหมือนกัน แปลว่าโทโมฮิสะเองก็แย่เหมือนกันสินะ
ควันบุหรี่ลอยเอื่อยขึ้นมากับสายลมเป็นเวลากว่าชั่วโมงแล้ว จินเหลือบมองไปนอกหน้าต่าง ด้านล่างบริเวณสวนกว้าง คนที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอกำลังอัดเมร็งเข้าปอด แม้โทโมฮิสะจะสูบบุหรี่ แต่ว่ามันก็มากจนผิดวิสัย ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะเดิมตามคนรักเข้าไปในห้องพักที่อยู่ข้างๆ
จินถอดเสื้อสูทตัวนอกออกก่อนจะทิ้งตัวนั่งบนโซฟาในห้อง เสียงน้ำไหลบอกให้รู้ว่าคาซึยะกำลังอาบน้ำ จินมองไปที่ประตูห้องน้ำก่อนจะถอนหายใจยาว มือสองข้างบีบกันแน่น แม้จะเป็นห่วงอาการของโทมะกับโทโมฮิสะ แต่ว่าเรื่องของตัวเองเขาเองก็ยังจัดการไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
“ไปอาบน้ำสิจิน” กลิ่นหอมสดชื่นแตะจมูกตามมาด้วยสัมผัสจากมือเย็นๆของคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ คนตัวบางยืนเช็ดผมพลางใช้มืออีกข้างที่ว่างดึงมือเบาให้ลุกขึ้น
“อือ” ชายหนุ่มส่งเสียงรับก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ แม้ระหว่างเค้าสองคนรวมๆก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว แต่ว่าเขารู้ดีว่ามันไม่ใช่ ดวงตาคมก้มลงมองมือของตัวเอง สัมผัสของเค้าสร้างความหวดกลัวให้คาซึยะโดยไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มหลับตาลงพลางคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา มันก็สมควรอยู่หรอก ก็เป็นยากุซ่านี่นะ
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงชายหนุ่มก็ออกมาจากห้องน้ำ เส้นผมสีอ่อนเปียกชื้นไปด้วยไอจากน้ำอุ่นที่เจ้าตัวลงแช่ แผ่นอกกว้างที่ยัมีหยดน้ำเกาะประปราบถูกคลุมด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำสีเข้มตัดกับผิวขาวจัด กลิ่นหอมมินท์เย็นๆแบบที่เจ้าตัวชอบใช้ลอยอวลไปทั้งห้องพร้อมๆกับสัมผัสของมือใหญ่ที่แตะลงบนไหล่ของคนตัวบางที่กำลังใช้สมาธิกับการอ่านงานของพรรคอยู่
ทันทีที่มือเย็นขาวจัดแตะลงบนผิวส่วนที่โผล่พ้นชายเสื้อ คนที่นั่งอยู่ก็สะดุ้งอย่างแรงทันที ดวงตาคมอ่อนแสงลงเมื่อนึกได้ว่าสัมผัสของเค้าคงสร้างความหวาดกลัวให้คนรักไม่มากก็น้อยการตอบสนองถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่ออีกฝ่ายหันมา ชายหนุ่มก็ยังวาดรอยยิ้มให้ก่อนจะนั่งลงข้างๆพลางคว้าเอาผ้าขนหนูที่วางอยู่แถวนั้นขึ้นมาเช็ดผม
อย่างน้อยเจ้าตัวก็คงอาจจะยังไม่สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของตัวเองหละนะ จินคิดอย่างโล่งใจ แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังคงกังวลลึกๆ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายมีสัมผัสที่ละเอียดอ่อนขนาดไหน อีกไม่นานเจ้าตัวต้องสังเกตเห็นแน่ และจินก็ไม่แน่ใจว่าเมื่ออีกฝ่ายรู้แล้ว ระหว่างเขาสองคนจะเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า
“เป็นอะไรรึเปล่าจิน” คนถูกเรียกสะดุ้งน้อยๆ เพราะเมื่อสติกลับมา คนที่เมื่อกี้ยังนั่งอ่านรายงานอยู่ข้างๆกลับเอี้ยวตัวมาเพื่อยื่นหน้ามองเขาชัดๆ คิ้วเรียวเลิกขึ้นน้อยๆด้วยความแปลกใจ
“เปล่า” ชายหนุ่มตอบสั้นๆก่อนจะวางผ้าลงที่สตูลที่อยู่ข้างๆพลางคิดในใจว่าคงจะต้องคุยกันให้รู้เรื่องเสียที
“ผมตกใจนะ อยู่ๆก็นั่งนิ่งซะ เรียกตั้งนานก็ไม่ยอมตอบ” คนตัวบางบ่นก่อนจะจ้องดูอีกฝ่ายอีกทีว่าไม่มีอะไรผิดปกติไปจริงๆ
“ไม่เป็นอะไร” จินย้ำสั้นๆก่อนจะคว้าเอวคนข้างๆเข้ามาใกล้แล้วกดจูบลงที่ริมฝีปากบาง แม้จะเป็นเพียงแค่แวบเดียว แต่อาการสะดุ้งน้อยๆด้วยความตกใจนั่นก็มากพอที่จะย้ำความเป็นจริงให้มันชัดขึ้นอีก เพราะเมื่อก่อนคาซึยะไม่เคยเป็นแบบนี้
“จิน” เสียงเรียกชื่อผมแผ่วเบาพร้อมกับเสียงครางเครือในลำคอของอีกฝ่ายเรียกสติผมให้กลับมา คงเป็นเพราะความไม่สบายใจที่ทำให้มือของผมเผลอกดน้ำหนักลงไปบนต้นขาด้านในอย่างลืมตัว
ผมเหลือบตามองอีกฝ่ายก่อนจะจูบปลายจมูกเบาๆ คาซึยะครางต่ำในลำคอ และผมเพิ่งสังเกตุว่ามือของผมรั้งตัวเขาให้ขึ้นมานั่งอยู่บนตักตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“ผมรักคุณ” คงเป็นเพราะความกังวลที่คับแน่นอยู่ข้างในทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะย้ำความรู้สึกของตัวเองให้อีกฝ่ายรู้ คาซึยะยิ้มตอบพลางโน้มหน้าลงมาแล้วก็เป็นฝ่ายจูบผมเสียเอง มือขาวจัดของเขาเลื่อนมาโอบต้นคอผมข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างวางอยู่ที่สาบเสื้อคลุมอาบน้ำของผม สะโพกบางที่มีกล้ามเนื้อสวยในแบบที่ต่างจากผู้ชายทั่วไปเบียดลงมาบนตัวผมมากขึ้นทำให้แทบไม่มีที่ว่างระหว่างเรา
ซอกคอของคาซึยะให้กลิ่นที่สะอาดแต่ไม่สำอางเหมือนผู้หญิง ผมแหวกเสื้อคลุมอาบน้ำของอีกฝ่ายออกก่อนจะไล้มือไปตามแผ่นหลังขาวสะอาด เสียงครางต่ำในลำคอทำให้สัญชาตญาณดิบเริ่มทำงาน ความรู้สึกร้อนเริ่มเข้ามาแทนที่ความกังวลก่อนจะทำให้ผมค่อยลืมมันไปทีละนิด
อย่างน้อยตอนนี้...คาซึยะก็อยู่ในอ้อมกอดของผม
***************
“คุณชายยามาชิตะหละ” คนที่เป็นเหมือนนายใหญ่ของบ้านถามแม่บ้านที่กำลังจะยกอาหารเช้าขึ้นไปที่ห้องของโทมะตามคำสั่งของคาซึยะ แม้เวลานี้จะยังไม่อาจเรียกได้ว่าสาย แต่ว่าโทโมฮิสะก็ไม่เคยตื่นช้ากว่านี้แม้ว่าจะอดนอนมากแค่ไหนก็ตาม
“คุณชายอยู่ในสวนค่ะ” เจ้าหล่อนตอบก่อนจะเลี่ยงตัวเดินไปอีกทาง จินขมวดคิ้วน้อยๆอย่างใช้ความคิด....ในสวนอย่างนั้นหรือ??
ครืด....
เสียงประตูที่กั้นระหว่างในบ้านกับนอกบ่นถูกเปิดออกด้วยเสียงที่ไม่เบานัก แต่ก็ไม่สามารถเรียกคามสนใจจากคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บนสวนได้ ชายหนุ่มนั่งหันหลังให้ประตูและไม่มีทีท่าว่าจะหันมาสนใจผู้ที่มาใหม่แม้แต่น้อย และนั่นผิดวิสัยของโทโมฮิสะมากเกินไป
จินเดินเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แปลกใจนิดหน่อยที่แขนเสื้อที่เห็นเป็นอันดับแรกมันดูคุ้นตาก่อนจะเข้าใจอย่างชัดเจนเมื่อเห็นว่าทั้งตัวของชายหนุ่มยังคงใส่ชุดเดิมเหมือนเมื่อวานไม่เปลี่ยนแปลง
“โทโมฮิสะ” ชายหนุ่มเรียกคนที่หลับตาอยู่ แม้ท่าทางจะเหมือนคนนอนหลับ แต่จินเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักเพราะปกติแล้วโทโมฮิสะไม่ใช่คนหละหลวมมากพอที่จะมานอนในที่แบบนี้
“โทโมฮิสะ” จินเรียกซ้ำอีกครั้ง และเลิกคิ้วสูงเมื่อเห็นอาการแปลกๆของอีกฝ่าย หรือว่าจะนอนอยู่จริงๆ มือขาวจัดของจินเอื้อมไปแตะที่แขนของอีกฝ่าย แม้จะว่ามือของจินจะไม่ได้สัมผัสโดนผิวของอีกฝ่ายโดยตรง แต่ชายหนุ่มก็พอจะจับความรู้สึกได้ว่ามันร้อนเพียงใด
คราวนี้ได้ผล ดวงตากลมโตเป็นเอกลักษณ์เปิดขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะตะปบมือที่ขากางเกงอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าโทโฒฮิสะอาจจะไม่ค่อยสบายนัก แต่ว่าตอนนี้จินแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะเรียกสติกลับมาได้แล้ว
“มีอะไร” คนที่นอนอยู่เมื่อครู่ถามสั้นๆพลางละมืออกจากขากางเกงที่เป็นที่เก็บอาวุธคู่ใจ
“เห็นว่ามันผิดปกติก็เลยออกมาดูหน่อย ไม่มีอะไรหรอก” คนตัวขาวว่าพลางบุ้ยใบ้ไปที่นาฬิกาข้อมือ โทโมฮิสะก้มลงไปมองตามบ้าง
“ปวดหัวมากเปล่า” ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นว่าคนที่ลุกขึ้นสะบัดหัวตัวเองแรงๆไปสองสามทีแถมหน้าตาก็ไม่สู้ดีนัก
“นิดหน่อย” โทโมฮิสะตอบสั้นๆ
“ไม่ต้องออกไปทำงานจะดีกว่านะ” คนที่มีตำแหน่งเปรียบเหมือนเจ้านายบอก
“ไม่เป็นไร ชั้นยังไหว” โทโมฮิสะตอบก่อนจะเลี่ยงตัวเดินเข้าไปในบ้าน จริงอยู่ที่อาการป่วยไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่ชายหนุ่มก็ไม่อยากให้ตัวเองหงุดหงิดกับเรื่องของโทมะไปมากกว่านี้แล้ว
“เดี่ยวขึ้นไปกินข้าวที่ระเบียงขั้นบนนะ” คนตัวขาวบอกอีกคนที่กำลังจะปิดประตูห้องพัก ดวงตาจินฉายความไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก เมื่อเห็นอาการของอีกฝ่ายท่าจะแย่กว่าที่คิดเอาไว้
ทันทีที่ประตูห้องพักปิดลง คนที่มีท่าทางกระฉับกระเฉงผิดวิสัยของคนป่วยกลับยืนพิงประตูนิ่ง สมองคิดอยู่แค่เพียงว่าจะทำยังไงดีถ้าต้องเจอหน้าโทมะ แม้ชายหนุ่มจะรู้ตัวดีว่าไม่อาจหลบหน้ากันตลอดไปได้ แต่ก็”ม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องเจอหน้ากันเร็วขนาดนี้
***************
อาหารมื้อเช้าผ่านไปด้วยความน่าอึดอัดมากมายที่ไม่ควรจะมีในช่วงที่เป้ฯเหมือนการพักผ่อน โดยเฉพาะในสถานที่ตากอากาศที่บรรยากาศน่ารื่นรมย์
บนโต๊ะอาหารบริเวณระเบียงชั้นสองที่ต่อกับหองพักของโทมะถูกประดับไปด้วยกระถางดอกไม้น่ารัก แสงแดดยามเช้าส่องให้ความสว่างและมีลมเย็นพัดตลอดเวลาสมกับสถานที่ที่ตั่งอยู่ยริเวณบนภูเขา แต่นอกจากจากเสียงช้อนส้อมกระทบกันแล้ว บนโต๊ะมีแค่เสียงสนทนาสั้นๆของคนผิวขาวจัดสองคนเท่านั้น ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนรักตัวเองก่อนจะเหลือบไปมองอีกสองคนที่เหลือที่จำกัดขอบตาของตัวเองเอาไว้แค่จานอาหารบนโต๊ะเท่านั้น เรียกง่ายๆว่าตั้งใจกินผิดปกติเกินไปนั่นแหละ
หลังจากความพยายามที่จะเริ่มบทสนทนาของจินกับคาซึยะล้มเหลวไม่เป้ฯท่าเพราะผลที่ได้ออกมาเป็นการถามคำตอบคำนั้น คนตัวขาวสองคนก็ได้แต่มองหน้ากันอย่างจนใจ ปล่อยเวลาบนโต๊ะอาหารที่น่าอึดอัดให้ผ่านไปเรื่อยๆ
“อิ่มแล้วครับ” คนผิวสีน้ำผึ้งกล่าวสั้นๆเป็นประโยคที่สามหลังจากนั่งทานเข้าด้วยกันมาหลังจากคำว่า อรุณสวัสดิ์ และ ทานแล้วนะครับ มือของเจ้าตัวยื่นซองยาให้คนที่นั่งตรงข้ามที่วันนี้ไม่แม้จะสบตากันซักครั้งเลยด้วยซ้ำ
“ทานให้ครบนะ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ย ดวงตากลมโตเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย แววตาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไป
รถสปอร์ตคู่ใจของโทโมฮิสะจอดอยู่ที่ริมถนนทางเข้าเมืองมากว่าสิบนาทีแล้ว เจ้าของรถก้มหน้านิ่งอยู่กับพวงมาลัย ความไม่สบายใจ หงุดหงิด และอีกมากมายรั้งให้อาการไข้ที่เป็นอยู่แย่ขึ้นเป็นลำดับ ชายหนุ่มขบริมฝีปากแน่นเมื่อรู้สึกถึงอาการปวดตุบๆที่ขมับที่เป็นต่อกันมากว่าครึ่งชั่วโมง
“ใครหนะ” คงเป็นเพราะอารมณ์หงุดหงิดทำให้โทโมฮิสะที่จับได้ว่ามีคนกำลังสะกดรอยตามตัวเองอยู่ ชายหนุ่มเล็งกระบอกปืนไปที่ต้นไม้ริมทางข้างๆก่อนจะยิงออกไปทันที แม้ที่นี่จะสาธารณะไปบ้าง แต่ชายหนุ่มก็ไม่ใส่ใจนัก
เลือดสีแดงสดไหลออกมาตามทางแสดงถึงสัญชาตญาณของชายหนุ่มที่แม่นนัก ชายสองสามคนวิ่งออกมาจากที่ซ่อนก่อนจะเริ่มกระหน่ำยิงมีที่รถ และเป็นเพราะว่าชายหนุ่มอยากจะสูดอากาศบริสุทธ์มากกว่าที่จะหายใจกับเครื่องปรับอากาศในยามที่เป็นไข้ กระสุนนัดหนึ่งถึงได้ผ่านเข้ามาทางหน้าต่างรถที่เปิดทิ้งเอาไว้และถากหัวไหล่ของชายหนุ่มไปฝังอยู่กับเบาะ
“บ้าจริง” โทโมฮิสะสบถอย่างหัวเสียก่อนจะเลี้ยวรถกลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว แม้จถูกยิง แต่ว่าชายหนุ่มยังคงใช้แขนข้างที่เจ็บบังคับรถได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังใช้มืออีกข้างยิงตอบโต้กลับทางกระจกหลังได้อีกด้วย
“โทโมฮิสะ!!” เสียงจินตะโกนด้วยความตกใจเมื่อเห็นเลือดสีแดงเปราะเปื้อนเสื้อเชิ้ตลายทางสีอ่อน ชายหนุ่มเรียกลูกน้องในบ้านให้เอาอุปกรณ์ของฉุกเฉินของแพทย์มาให้ พลางรีบพาโทโมฮิสะเข้าห้องรับแขกที่อยู่ชั้นล่าง
“ไปโดนอะไรมา” จินถามเสียงเครียด
“สะกดรอยตาม ดูเหมือนว่าจะตามมาจากทางบ้านด้วย ชั้นยิงพวกมันไปสองสามคนอยู่ตรงถนนทางเข้าเมือง” ชายหนุ่มถอดเสื้อของตัวเองออก หน้าเบ้นิดๆเมื่อแผลถูกกระทบกระเทือน พลางเล่าเรื่องให้อีกฝ่ายฟังอย่างสั้นๆ ไม่ต้องรอให้ได้รับคำสั่ง ลูกน้องบางคนที่ทำงานมาด้วยกันนานก็ขยับตัวอย่างรู้หน้าที่
“ไม่เป็นอะไรมากใช่รึเปล่า” คนตัวขาวถามด้วยความเป็นห่วง คนเป็นหมอส่ายหน้าน้อยๆเพื่อบอกว่าไม่เป็นไรขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังทำแผลให้ตัวเองอย่างคล่องแคล่ว
“เกิดอะไรขึ้นหนะ จิน” คนตัวขาวอีกคนถามขึ้นหลังจากเข้ามาเห็นเสื้อเปื้อนเลือดของโทโมฮิสะ น้ำเสียงตกใจอย่างปิดไม่อยู่ คงจะได้ยินเสียงโวยวายถึงได้ลงมาดู ชายหนุ่มเผลอมองออกไปข้างหลังไหล่คนตัวบาง ปล่อยให้อีกสองคนคุยกันไป แต่สิ่งที่หวังจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อคนที่อยากจะเจอโกรธกันอยู่หรืออย่างน้อย คนที่ถูกยิงที่ขาคงไม่สามารถลงบันไดมาได้เป็นแน่
***************
“โทโมฮิสะ!!” เสียงตะโกนที่ดังพอสมควรคุ้นเคยคนที่อยู่ในห้องชั้นบนสองคนนัก แต่ว่าชื่อของคนที่ชายหนุ่มพูดถึงต่างหากที่ทำเอาคนป่วยที่กำลังแสร้งสนอกสนใจกับหนังสือสะดุ้งขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
ภายในห้องเงียบกริบเพราะคนในห้องกำลังเงี่ยหูฟังอย่างเต็มที่ว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงประตูดังสองสามครั้งพร้อมกับรถสองสามคันถูกขับออกจากบ้าน นอกจากนั้นแล้วทั้งคู่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก คนตัวขาวสองคนสบตากันก่อนที่คาซึยะจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป คนป่วยมองตามออกไป ความกังวลมากมายเต็มอกจนฉายชัดออกทางสีหน้า แม้เจ้าตัวจะพยายามปฏิเสธว่าแค่รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ในตอนนี้ แต่ว่าภาพชายหนุ่มผิวสีเข้มกลับเด่นชัดในมโนภาพจนทำให้อดโมโหตัวเองไม่ได้
ไม่ใช่เสียหน่อย
ไม่ได้เป็นห่วงเลยซักนิดเดียว
***************
“คุณชายอิคุตะมีอะไรรึเปล่าค่ะ” แม่บ้านที่กำลังทำความสะอาดอยู่ด้านล่างบริเวณบันไดถามอย่างตกใจเมื่อเห็นคุณชายที่กำลังป่วยของบ้านเดินลงบันไดมาช้าๆพร้อมไม้ค้ำ เจ้าหล่อนหันซ้ายหันขวาก่อนจะตัดสินใจวิ่งไปเอารถเข็นแต่ชายหนุ่มส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามก่อนจะถามอีกฝ่าย
“คุณชายยามาชิตะหละ” ชายหนุ่มก้มหน้าพลางถาม ทำท่าทางเหมือนกำลังสนใจกับแผลของตัวเองทั้งๆที่แค่ต้องการจะปกปิดหน้าของตัวเองเท่านั้นว่ามันกำลังแสดงความรู้สึกแบบไหนออกมา
“อยู่ที่บ่อน้ำพุร้อนค่ะ คุณชายรู้สึกไม่ดีเหรอค่ะ” แม่บ้านพยายามมองหน้าคุณชายของบ้านที่เอาแต่ก้มหน้า เจ้าหล่อนเข้าใจว่าอีกฝ่ายอาจจะเจ็บแผลเข้าให้
“เดี่ยวดิชั้นไปตามคุณชายยามาชิตะให้ คุณชายอิคุตะรอตรงนี้เถอะค่ะ” สองมือของเจ้าหล่อนวางอุปกรณ์ทำความสะอาดลงแล้ว และกำลังจะเดินไปตามคุณชายให้อย่างที่ว่าจริงๆ
“ไม่ต้อง เดี่ยวชั้นไปเอง” โทมะสูดหายใจลึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองคู่สนทนา สีหน้าเหมือนกับทุกๆครั้งที่ต้องการจะออกคำสั่งกับใครทำให้แม่บ้านทำความเคารพอย่างนอบน้อมและคลายกังวลไปมากทีเดียวเพราะเหมือนคุณชายของหล่อนจะไม่ได้เป็นอะไร
ขาเรียวยาวที่ภายใต้กางเกงผ้าเนื้อสบายข้างหนึ่งถูกพันด้วยผ้าพันแผลสีขาวค่อยๆก้าวช้าๆไปตามทางเดินที่ทอดยาวของบ้าน ความรู้สึกไม่สบายใจมันรบกวนจนไม่รู้จะทำยังไงหลังจากที่ได้รู้จากคาซึยะว่าคุณหมอหนุ่มถูกยิง แม้จะโกรธแค่ไหน แต่โทมะก็โกหกตัวเองต่อไปไม่ได้ว่าไม่ได้เป็นห่วงเลยซักนิด
กองผ้าที่วางอยู่บนแคร่ไม้ด้านนอกของห้องที่ถูกกั้นไว้เป็นสัดส่วนบอกได้ดีว่ามีคนกำลังแช่น้ำพุร้อนอยู่ข้างใน เงาคนจางๆที่เห็นได้ผ่านกระจกฝ้าสีขุ่นย้ำให้โทมะแน่ใจขึ้นอีกว่าคนนั้นคือคนที่กำลังตามหาอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
คนตัวบางขบริมฝีปากแน่น ในใจกำลังคิดว่าจะพูดอย่างไรดี หรือว่าจะแค่แอบมองให้แน่ใจเท่านั้น แต่คงเป็นเพราะขาข้างที่เจ็บยังขยับไม่ได้ดั่งใจ เสียงกุกกักที่กระทบขึ้นจึงทำให้คนข้างในส่งเสียงออกมาจนได้
“ใครหนะ” น้ำเสียงเข้มแสดงถึงความไม่พอใจที่ถูกระรานความเป็นส่วนดังขึ้นทันทีที่มีเสียงผิดปกติ โทมะขบริมฝีปากอย่างชั่งใจก่อนจะถอนหายใจบางแล้วเดินออกไปด้านนอก
ใบหน้าคมที่เงยขึ้นมาชะงักไปชั่วครู่ที่เห็นว่าใครเดินเข้ามา คนตัวบางสบตากับคนตัวโต ก่อนจะกวาดสายตาไปทั่วใบหน้าแล้วไล่ลงมาตามไหล่กว้าง ผ้าผืนขาวที่พันไล่กว้างและแผงอกเอาไว้มีสีคล้ำคล้ายเลือดซึมอยู่เล็กน้อยบริเวณหัวไล่ แม้จากอาการที่เห็นจะบอกได้ว่าชายหนุ่มไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ว่าอาการหวิวๆในอกของโทมะก็ได้หายไป
“เดินมาเองได้ยังไง ขายังไม่หายดีเลย” คุณหมอหนุ่มยันตัวขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อน ก่อนจะเดินตรงมาหาคนป่วยที่ยืนอยู่ไม่ห่างนัก น้ำเสียงเป็นห่วงต่างจากประโยคก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
โทมะอยากจะดึงมืออกจากมือของอีกฝ่ายใจจะขาด แต่ว่าอยู่ๆเจ้าตัวก็รู้สึกเหมือนจะไม่มีแรงเอาดื้อๆ ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบรู้สึกอุ่นขึ้นมาอย่างหน้าประหลาด และโทมะก็คิดว่าคงเป็นเพราะความอุ่นจากน้ำพุร้อนแน่ๆ แต่เจ้าตัวก็ยังตอบไม่ได้ว่าทำไมความอุ่นนั่นถึงได้ซึมผ่านผิวหนังเข้าไปเติมเต็มความรู้สึกหวิวๆในอกได้อย่างน่าประหลาด
“นั่งลงก่อน จะดูให้ว่าแผลเปิดรึเปล่า” โทมะถูกอีกฝ่ายออกแรงกดไล่ให้นั่งลงกับแคร่ไม้ข้างๆ เรี่ยวแรงของโทโมฮิสะไม่เหมือนคนเจ็บไหล่ซักนิดในความคิดของโทมะเพราะเจ้าตัวไม่สามารถจะขัดขืนได้เสียเลย อีกฝ่ายย่อตัวลงกับพื้นก่อนจะค่อยๆดึงขากางเกงออกมาอย่างช้าๆ
ผ้าพันแผลสีขาวที่ถูกพันทบเอาไว้หลายชั้นไม่มีรอยแดงๆออกมาอย่างที่คุณหมอนึกกลัว โทโมฮิสะถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเงยหน้าสบตาคนที่นั่งอยู่ด้านบน
“มีอะไรรึเปล่า?” น้ำเสียงอ่อนโยนของโทมะฮิสะกำลังทำให้โทมะตีรวน อาการเป็นห่วง โล่งใจ อึดอัด โกรธ น้อยใจ มันปนเปกันจนทำเอาน้ำใสๆไหลออกจากหางตาได้โดยง่าย มือขาวจัดยกขึ้นมาปาดทิ้งเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นว่าตัวเองอ่อนแอแค่ไหน
“โกรธอะไรชั้นรึเปล่า?” มือสีเข้มจับเอามือของอีกฝ่ายออกจากหน้า ก่อนที่ปลายนิ้วอุ่นจะเกลี่ยเอาน้ำตาออกจากใบหน้าของอีกฝ่ายเสียเอง
“ว่ายังไงหละ” อีกฝ่ายเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อนกลั้นเสียงสะอื้น ท่าทางอยากจะพูดแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงของโทมะทำให้โทโมฮิสะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาแทน
“ถ้าอย่างนั้นให้ชั้นพูดก่อนดีมั๊ย” มืออุ่นของโทโมฮิสะเลือนลงมากุมมือโทมะแน่น แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้พยักหน้าหรือพูดอะไร แต่โทโมฮิสะก็มั่นใจว่าโทมะกำลังฟังเค้าอยู่
“ชั้นที่อยู่ตรงนี้ ใช้ชีวิตแบบนี้ มีคนเกลียดตั้งมากมาย แต่ชั้นก็ไม่คิดจะเอามาใส่ใจหรอกนะ แต่ว่าไม่รู้ว่าพรุ่งนี้หรือว่าวันไหนที่ชั้นอาจจะไม่ได้อยู่อย่างนี้อีก เพราะฉะนั้น ตอนที่ชั้นยังมีชีวิตอยู่ตรงนี้ ชั้นแค่อยากจะมั่นใจว่าตื่นมาแล้วได้เจอโทมะ เพราะนั่นคือความสุขของชั้น ชั้นรักตัวเองมากพอที่จะไม่ยอมเสียนายไป ถึงชั้นจะไม่รู้ว่าชั้นรักนายรึเปล่า แต่ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ชั้นก็อยากให้นายอยู่ข้างๆเสมอ ความรู้สึกแบบนี้ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร รู้แค่ว่านายคือความสุขของชั้น ชั้นไม่รู้ว่าชั้นทำอะไรให้นายเสียใจหรือว่าไม่พอใจ แต่ว่าช่วยอยู่ข้างๆชั้นได้รึเปล่า” น้ำเสียงจริงจังของโทโมฮิสะทำเอาน้ำใสๆไหลจากตาของโทมะอีกครั้ง และคราวนี้ริมฝีปากอิ่มของคนตัวโตกำลังทำหน้าที่แทนปลายนิ้วอุ่นที่ยังกุมอยู่กับมือบาง
ตอนนี้ในหัวของโทมะมีเพียงแค่คำๆเดียวที่ครองความคิดเอาไว้ทั้งหมด แม้โทโมฮิสะจะไม่ได้บอกรัก แต่แค่ความรู้สึกของโทโมฮิสะ แค่นี้ก็มากพอทึ่โทมะจะมอบความรักกลับไปได้ไม่ยาก
เพราะคนที่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของใครนอกจากตัวเองกำลังขอโทษโทมะ
เพราะคนที่ไม่เคยใส่ใจใครนอกจากตัวเองกำลังใส่ใจความรู้สึกของโทมะ
เพราะคนที่ไม่เคยสุงสิงกับใครกำลังขอให้โทมะอยู่ข้างๆ
และคนที่ไม่เคยเป็นห่วงใครกำลังดูแลโทมะอย่างดี
คนแบบโทโมฮิสะที่ไม่เคยรักใครกำลังบอกว่าโทมะคือความสุขในชีวิต
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว…
ยิ่งโทโมฮิสะปลอบมากเท่าไหร่ คนตัวบางก็ร้องไห้หนักขึ้นจนกลายเป็นสะอื้นตัวโยน มือขาวจัดดึงออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายก่อนจะเอื้อมไปโอบตัวอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ๆ มือสีน้ำผึ้งเอื้อมขึ้นมาลูบหัวคนป่วยแผ่วเบาก่อนจะโอบเข้ามากอดทั้งตัว
“อยู่ด้วยกัน ตลอดไปนะ” เสียงอู้อี้ปนเสียงสะอื้นของโทมะเรียกรอยยิ้มจากโทโมฮิสะได้ไม่ยาก
แม้ตอนนี้โทโมะจะไม่ได้มีรอยยิ้มบนใบหน้า
แต่ว่าน้ำตาบนใบหน้าของโทมะในตอนนี้ก็เป็นน้ำตาของความสุขไม่ใช่หรือ...
โทโมฮิสะกำลังยิ้ม ยิ้มให้กับคนในอ้อมกอด ยิ้มให้กับตัวเอง เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีมานาน รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
...
..
.
เพราะทุกครั้งที่ผมเห็นโทมะมีความสุข ผมนี่แหละคือคนที่มีความสุขยิ่งกว่าใคร
จบ(ยังไม่บริบูรณ์)จ้า
กลายเป็นฟิคหากินไปแล้วเรื่องนี้
จริงๆมันยังมีตอนจบของจินกับคาเมะที่เราคิดเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่แต่งพาร์ทแรกจบว่าอยากจะให้มีอันนี้อีก
แต่ว่าเราแต่งไม่ทันอ่ะ
เพราะฉะนั้นก็รออ่านตอนต่อไปน๊า อาจจะเป็นปีหน้าวันเกิดคาเมะเลย เพราะสามเดือนนี้เรามีสอบตลอดอาจจะไม่ว่าง
พีเอส. เจอกันกับฟิคอีกเรื่องตอนวันเกิดซึบาสะแล้วกันนะ
พีเอส2 รูปshop WWP สวยมาก ท่าทางซึบาสะเหมือนเป็นควีนสุดๆ ยิ่งพอดูตัวอย่างก็อยากให้ออกดีวีดีมากๆ
พีเอส3. วันนี้ไปหาซื้อคอนนิวส์ลิขสิทธิ์ไทยที่มีกำหนดว่าจะออกตั้งแต่เดือนกันยามา พอถามเจ้าของร้าน เค้าก้บอกว่ายังไม่มาหรอก เค้ายังไม่ให้พี่สั่งของเลยด้วยซ้ำ -*- ก็แย่อย่างนี้แหละ(ช่างแตกต่างจากอาราชิที่เจ้าของลิขสิทธิ์ในไทยเป็นโซนี่ พี่บอกว่าขายดีแล้วก็ไม่เคยมีปัญหาแบบนี้ซักครั้ง)
พีเอส4. เกือบลืม happy birthday to toma. i really want to see you debut and hope your dream and all of your wishes come true ne.
พีเอส5. แถมจ๊า

credit : jenn's blog
コメント
コメントの投稿
トラックバック
この記事にトラックバックする(FC2ブログユーザー)